ชาวเคหะคลองเก้ากว่า 100 คน ร้องกระทรวงเกษตรฯ ระงับขายทอดตลาดบ้าน-ที่ดิน
ชาวเคหะคลองเก้ากว่า 100 คน ร้องกระทรวงเกษตรฯ ระงับขายทอดตลาดบ้าน-ที่ดิน หลังแฉปมสหกรณ์ฯ บริหารล้มเหลว กระทบสมาชิกผ่อนชำระปกติแต่เสี่ยงสูญเสียทรัพย์สิน ชาวบ้านตกใจได้หมายศาล จะถูกยึดที่ดินยึดบ้าน ไม่มีที่ซุกหัวนอน สมาชิกจำนวนมากเริ่มมีปัญหาสุขภาพจิต ไร้ที่พึ่ง

กรุงเทพมหานคร 4 มิถุนายน 2569 – ตัวแทนประชาชนจากชุมชนเคหะคลองเก้ากว่า 100 คน เดินทางมาที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยื่นหนังสือต่อ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสั่งการให้ ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด ภายใต้การกำกับดูแลของกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยข้อมูลตัวเลขการรับชำระหนี้จากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสามวาตะวันออก พร้อมเรียกร้องให้ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด ส่งมอบเงินที่สมาชิกได้ชำระไปแล้ว ส่งมอบให้แก่ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ซึ่งจะเข้ามาดูแลชาวบ้านในเรื่องที่อยู่อาศัย และสมาชิกจะได้นำส่งหนี้สินส่วนที่เหลือกับ พอช.ต่อไป รวมถึงให้ระงับการขายทอดตลาดบ้านและที่ดินของสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสามวาตะวันออก เพราะข้อผิดพลาดที่ทำให้นายทะเบียนสหกรณ์ต้องสั่งระงับการดำเนินงานของ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสามวาตะวันออก ไม่ได้เกิดจากการผิดนัดชำระหนี้ของสมาชิก แต่เกิดจากความผิดปกติในการบริหารงานและกระบวนการชำระบัญชีของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสามวาตะวันออก ซึ่งมีกรมส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่ 2 (มีนบุรี) เป็นพี่เลี้ยงกำกับดูแล และจากการที่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสามวาตะวันออก ถูกสั่งระงับดำเนินการ ก็ส่งผลกระทบต่อสมาชิกที่ผ่อนชำระหนี้อย่างต่อเนื่องแต่กลับต้องเผชิญกับการถูกยึดทรัพย์และสูญเสียที่อยู่อาศัย
กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบเปิดเผยว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา สมาชิกได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขการชำระหนี้กับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน สามวาตะวันออก อย่างเคร่งครัด กระทั่งสหกรณ์ฯ ถูกสั่งระงับการดำเนินงาน โดยสมาชิกจำนวนมากไม่ได้รับข้อมูลหรือแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน เมื่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กลับได้รับตอบให้ “รอการตรวจสอบทางบัญชี และทำการชำระบัญชี” ส่งผลให้เวลาผ่านไปหลายปี ก่อนจะมีหมายศาลแจ้งยึดทรัพย์และนำทรัพย์สินเข้าสู่กระบวนการขายทอดตลาด

ป้าวัย 67 สุดช้ำ ผ่อนที่ดินหมดแล้ว 1 แปลง แต่ยังถูกยึดทรัพย์
นางสาวสุวรรณ พลายมนต์ หรือ “ป้าน้อย” อายุ 67 ปี หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบ เปิดเผยว่า ตนประกอบอาชีพรับจ้างก่อสร้างและผ่อนชำระที่ดินจำนวน 3 แปลงกับสหกรณ์มาโดยตลอดไม่เคยผิดนัด โดยสามารถผ่อนชำระครบแล้ว 1 แปลง และอีก 2 แปลงชำระไปแล้วกว่าครึ่งทาง อย่างไรก็ตาม หลังสหกรณ์ปิดดำเนินการเนื่องจากมีปัญหาภายใน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2564 สมาชิกได้รับแจ้งว่าให้รอการตรวจสอบทางบัญชี จนผ่านมา 3-4 ปี ก็มีหมายศาลมาติดหน้าบ้านแจ้งยึดทรัพย์สิน และประกาศขายทอดตลาด ส่งผลให้ตัวเองต้องไปเฝ้าติดตามการขายทอดตลาดทุกครั้งด้วยความหวาดวิตก ว่าจะสูญเสียบ้านและที่ดินที่ตนผ่อนชำระมาทั้งชีวิต
นางสาวสุวรรณกล่าวต่อว่า ปัจจุบัน ตนยังต้องดูแลหลานที่กำลังเรียนอนุบาลและชั้นประถม 3 คน ให้ที่พักพิงแก่พี่สาวสูงอายุ และต้องดูแลน้องชายที่ผ่าตัดสมองกลายเป็นผู้พิการ หากบ้านถูกยึดไปแล้ว สมาชิกทุกคนในบ้านจะไปอยู่ที่ไหน เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจอย่างรุนแรง จนยอมรับว่าเคยมีความคิดอยากจบชีวิตตนเอง เพื่อหนีจากความเครียดและความรู้สึกสิ้นหวังนี้ไป
ลูกหนี้ดีจ่ายครบ 2.6 ล้านบาท แต่ยังไม่ได้โฉนดคืน
ด้านนางสาวรุ่งทิวา มีจันโท หรือ “พี่น้อย” เปิดเผยว่า ได้ซื้อบ้านและที่ดินจำนวน 2 แปลงจากสหกรณ์เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและประกอบอาชีพค้าขาย โดยเริ่มผ่อนชำระตั้งแต่ปี 2557 และชำระหนี้ครบถ้วนในปี 2563แม้มูลค่าทรัพย์สินเดิมจะอยู่ที่ประมาณ 1.7 ล้านบาท แต่เมื่อรวมเงินต้นและดอกเบี้ยที่ชำระตลอดสัญญาแล้ว มีมูลค่ากว่า 2.6 ล้านบาท โดยตนได้โอนเงินก้อนปิดบัญชีเข้าบัญชีของสหกรณ์ตามขั้นตอน พร้อมได้รับแจ้งว่าจะสามารถรับโฉนดคืนได้ภายใน 3 เดือนหลังผ่อนชำระหนี้สินหมด แต่ภายหลังสหกรณ์ถูกสั่งระงับการดำเนินงาน ทำให้กระบวนการส่งมอบโฉนดหยุดชะงัก แม้จะพยายามติดต่อสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง แต่กลับไม่ได้รับความชัดเจนใด ๆ ส่งผลให้ปัจจุบันยังคงกังวลว่าจะถูกดำเนินการยึดทรัพย์เช่นเดียวกับสมาชิกรายอื่น
แฉสัญญาไม่ตรงข้อเท็จจริง สมาชิกผ่อนตรงทุกงวดแต่กลับถูกดำเนินคดี
นางสาวกวีพร รักสุจริต ตัวแทนผู้เดือดร้อนอีกราย เปิดเผยว่า เดิมครอบครัวผ่อนซื้อที่ดินกับการเคหะแห่งชาติ แต่ภายหลังบิดาเสียชีวิต ทำให้ครอบครัวประสบปัญหาทางการเงิน ก่อนที่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสามวาตะวันออกจะเข้ามาชักชวนให้สมัครเป็นสมาชิก พร้อมเสนอความช่วยเหลือในการไถ่ถอนที่ดิน อย่างไรก็ตาม แทนที่จะจัดทำสัญญาซื้อขายตามข้อเท็จจริง กลับให้สมาชิกลงนามในสัญญากู้ยืมเงินเพื่อที่อยู่อาศัยและต่อเติมบ้าน ถึงกระนั้นสมาชิกก็ยังคงชำระเงินตรงตามกำหนดทุกงวด แม้ในช่วงที่สหกรณ์ฯ ถูกสั่งปิดดำเนินการแล้วก็ตาม เมื่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง กลับได้รับคำตอบเพียงให้รอการดำเนินงานของขั้นตอนการชำระบัญชี ก่อนจะทราบว่าสมาชิกทุกรายโดนหมายศาลยึดทรัพย์ ก็ได้แต่รอว่าวันไหนหมายศาลจะมาติดหน้าบ้านตัวเอง ซึ่งนี่คือความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับตัวเองและสมาชิกทุกคน และเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้

เรียกร้องรัฐเร่งตรวจสอบและคุ้มครองสิทธิประชาชน
นางสาวกวีพร ระบุเพิ่มเติมว่า การเดินทางมายื่นหนังสือในครั้งนี้ก็เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม หลังจากเผชิญปัญหามาเป็นเวลาหลายปี จนชาวบ้านจำนวนมากเริ่มมีปัญหาสุขภาพจิต โดยมีข้อเรียกร้องหลัก 4 ประการ ต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ และสหกรณ์เครดิตยูเนียนแห่งประเทศไทย ดังนี้ 1.ขอเรียกร้องให้ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย ในฐานะเจ้าหนี้ เปิดเผยข้อมูลทางการเงินต่อสมาชิกโดยเฉพาะรายละเอียดเงินที่ได้รับชำระจากสมาชิกแต่ละราย ยอดหนี้คงเหลือ และสถานะทางบัญชีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สมาชิกสามารถตรวจสอบสิทธิและข้อเท็จจริงของตนเองได้อย่างเป็นธรรม 2.เรียกร้องให้ระงับการขายทอดตลาดบ้านและที่ดินของสมาชิกผู้ได้รับผลกระทบทุกรายเป็นการชั่วคราวโดยทันที จนกว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะแล้วเสร็จ เพื่อป้องกันความเสียหายที่ไม่อาจเยียวยาได้ และคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานด้านที่อยู่อาศัยของประชาชน 3.เรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน ครอบคลุมการบริหารงานของอดีตผู้บริหารและบุคลากรของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสามวาตะวันออก กระบวนการชำระบัญชีของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ตลอดจนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกระดับ เพื่อค้นหาข้อเท็จจริงและกำหนดความรับผิดชอบต่อสมาชิก และ 4.เรียกร้องให้ภาครัฐเร่งเยียวยาความเสียหายและคุ้มครองสิทธิของสมาชิกผู้สุจริต ที่ได้รับผลกระทบจากความบกพร่องหรือการทุจริต พร้อมดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายอย่างถึงที่สุด เพื่อคืนความเป็นธรรมให้แก่สมาชิกและสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบสหกรณ์
ด้านนายประเสริฐ แก้วคำรักษ์ ทนายความ เครือข่ายนักกฎหมายเพื่อสังคม กล่าวว่า เครือข่ายนักกฎหมายเพื่อสังคมได้รับการประสานงานจากตัวแทนชาวบ้านชุมชนเคหะคลองเก้า และมูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว เพื่อขอความช่วยเหลือในกรณีนี้ ในทางกฎหมายทนายความได้อธิบายให้ตัวแทนชาวบ้านรับทราบแล้วว่ากระบวนการขายทอดตลาดนี้เป็นกระบวนการสุดท้ายในการดำเนินการในกฎหมายส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดี โดยถือว่าชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย (ชสค.) เจ้าหนี้ ได้ดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมาย แต่กรณีนี้มีความซับซ้อนมากกว่านั้น เนื่องจากชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจำนวนมากได้ส่งเงินมาโดยตลอดแต่เงินไม่ถูกชำระต่อให้เจ้าหนี้ จึงจำเป็นต้องมาพิจารณาว่าจะมีทางช่วยเหลือชาวบ้านในประเด็นนี้ได้อย่างไร ต้องย้อนกลับไปดูว่านิติกรรมที่ทำระหว่างชาวบ้านกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนิสามวาตะวันออก และชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด ทำกันมาอย่างไร มีเจตนาที่จะทำนิติกรรมอำพรางจนทำให้เกิดความเสียหายกับชาวบ้านหรือไม่ เรื่องนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องกลับไปตรวจสอบ หากพบว่ามีการทำนิติกรรมอำพรางหรือการทุจริตเกิดขึ้นจริงก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายกันต่อไป แต่ในชั้นนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สามารถประสานงานหรือสั่งการให้ ชสค.ในฐานะเจ้าหนี้ชะลอการขายทอดตลาดเพื่อให้กระบวนการแก้ไขปัญหาดำเนินการจัดตั้งสหกรณ์เคหสถาน ให้แล้วเสร็จก่อนได้ และควรเร่งตรวจสอบและหาทางเยียวยาช่วยเหลือชาวบ้านโดยเร็ว
ขณะที่ นายเทวินทร์ นรินทร์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า วันนี้ตนขอรับเรื่องเอาไว้เพื่อนำสู่การหารือในที่ประชุมร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่มาร่วมรับฟังปัญหา และแลกเปลี่ยนถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยจะรับข้อเสนอ ทั้ง4ข้อ เพื่อเร่งดำเนินการและเร่งด่วนที่สุดคือการประสานให้เกิดการชะลอ การขายทอดตลาด

