ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่บ้านต้องปลอดควันบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า
หากคนที่เป็นผู้นำครอบครัวหรือคนในครอบครัวบางคนที่ยังนิยมสูบบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า ในบ้าน ระบียงบ้านหรือบริเวณโดยรอบของบ้าน คนที่สูบจะไม่รู้เลยว่า เขาเป็นต้นเหตุที่ทำให้คนไม่สูบก็ป่วยและเสียชีวิตได้จากควันบุหรี่มือสองมือสาม โดยเฉพาะเด็กเล็กที่อวัยวะภายในร่างกายยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ และเขาไม่สามารถหลีกหนีควันบุหรี่ดังกล่าวได้

จะดีหรือไม่ถ้าประเทศไทยมีมาตรการควบคุมให้บ้านทุกบ้านต้องเป็นที่ปลอดควันบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ที่ผ่านมา มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่(มสบ.) และเครือข่ายจัดกิจกรรมเวทีเสวนาสื่อมวลชน ในหัวข้อถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่บ้านต้องปลอดควันบุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้า โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ที่โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ
บุหรี่มือสอง มือสามภัยเงียบคร่าชีวิตคนในบ้าน
ภัยเงียบที่เกิดจากบุหรี่มือสอง มือสาม ที่คร่าชีวิตคนในบ้านโดยไม่รู้ตัวนั้น รศ.พญ.หฤทัย กมลาภรณ์ หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบหัวใจ กุมารแพทย์โรคระบบการหายใจ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า อันตรายจากควันบุหรี่มือต่างของอธิบายว่า ควันบุหรี่มือหนึ่งผู้ที่ได้รับโดยตรงคือคนสูบ ได้รับควันจากการสูบเต็มๆ และรับพิษภัยจากนิโคตินและสารเคมีต่างๆ ที่จะเกิดจากบุหรี่มวนหรือบุหรี่ไฟฟ้าก็ตาม บุหรี่มือสองคือ ผู้สูบกำลังสูบหรือจุดบุหรี่ คนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงจะได้รับควันบุหรี่มือสองจากคนสูบ จะเสี่ยงต่อระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะเด็ก และสัตว์เลี้ยง และควันมือบุหรี่มือสามคือ ตัวผู้สูบได้ทิ้งร่องรอยการสูบไว้ โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้าที่มีละอองของสารเคมีต่างๆจะเกาะตามพื้นผิวต่างๆ เช่น ผ้าม่าน เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า หน้าผม ตุ๊กตา พรหมเช็ดเท้า/พื้น เป็นต้น การสูดดมในบริเวณดังกล่าวคือการที่เราได้สูบเอาสารเคมีเหล่านั้นเข้าไปในร่างกาย อาจสรุปได้ว่า บุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้กระทบต่อผู้สูบ แต่ยังส่งผลต่อคนใกล้ชิดผ่านการสัมผัสแบบมือสองและมือสาม
สำหรับเด็กไม่ได้เลือกสูบ แต่เด็กต้องหายใจอากาศเดียวกับผู้ใหญ่ที่สูบบุหรี่ในบ้าน จากสถิติพบว่า คนที่ไม่สูบบุหรี่ทั่วโลก มากกว่า1.6 ล้านคน เสียชีวิตต่อปีจากควันบุหรี่มือสอง,นักเรียนไทยอายุ 13-15 ปี 26% ได้รับควันบุหรี่ที่บ้าน และไม่มีระดับควันบุหรี่มือสองที่ปลอดภัย

ทำไมถึงต้องระวังการสูดดมบุหรี่มือสอง มือสามของเด็ก รศ.พญ.หฤทัย กล่าวว่า เด็กมีคามเสี่ยงมากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจาก ปอดและระบบภูมิคุ้มกันยังไม่พัฒนาเต็มที่ , เด็กหายใจถี่กว่า จึงรับสารพิษต่อน้ำหนักตัวมากกว่า และที่สำคัญทารกและเด็กเล็กหนีออกจากสิ่งแวดล้อมไม่ได้ และส่งผลให้เด็กป่วยด้วยโรคหืด โรคปอดเรื้อรังจากการคลอดก่อนกำหนด โรคหัวใจที่มีความเสี่ยงพิเศษ ส่วนควันบุหรี่ไฟฟ้าที่เกิดในบ้าน แม้ว่าควันจะจางแต่สารเคมียังตกค้างอยู่ เกาะตามพื้นผิว เนื้อผ้าและสิ่งของต่างๆที่อยู่ในบ้าน
สรุปได้ว่า ควันบุหรี่มือสองไม่มีระดับที่ปลอดภัย ,เด็กไม่ได้เลือกสูบ แต่ต้องหายใจอากาศเดียวกับผู้ใหญ่ ,สูบนอกห้องอาจลดควันตรงหน้า แต่ไม่ได้ทำให้บ้านปลอดสารตกค้าง, กลิ่นหายไม่ได้แปลว่า สารพิษหาย, บ้านและรถปลอดบุหรี่ คือวัคซีนสิ่งแวดล้อมสำหรับปอดเด็ก
“หมอประกิต” หนุนสร้างบ้านปลอดควันบุหรี่

ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เปิดเผยว่า จากข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2564 สะท้อนสถานการณ์น่ากังวลพบผู้ได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้าน 6.7 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นคนสูบบุหรี่ 3.3 ล้านคน และเป็นคนที่ไม่สูบบุหรี่ 3.4 ล้านคน ทั้งนี้ ในครัวเรือนที่มีเด็กเล็ก (0-5 ปี) ทุก 10 ครัวเรือน จะพบ 5 ครัวเรือนที่มีคนสูบบุหรี่ และมีถึง 3 ใน 10 ครัวเรือน ที่สมาชิกสูบบุหรี่ภายในตัวบ้านโดยตรง อีก 2 ใน 10 ครัวเรือน สูบบุหรี่นอกตัวอาคารบ้าน ส่งผลให้เด็กเล็กต้องสัมผัสควันบุหรี่มือสองและควันบุหรี่มือสามตกค้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ผ่านมามูลนิธิฯ ได้ขับเคลื่อนรณรงค์สร้างกระแสสังคมให้บ้านเป็นเขตปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบ และลดอันตรายจากการได้รับควันบุหรี่ในบ้าน ทั้งนี้ ชวนกระตุกเตือนและผลักดันค่านิยมใหม่ให้ “บ้าน” เป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง โดยให้ถือว่าการสูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้าในบ้านไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นภัยคุกคามสุขภาพของคนในครอบครัวที่ต้องหยุดยั้ง
ประโยชน์ของการไม่สูบบุหรี่ในบ้าน ได้แก่ 1.คนในบ้านไม่ต้องรับควันบุหรี่ 2.ลดโอกาสที่ลูกจะติดบุหรี่ 3.คนสูบบุหรี่จะน้อยลง 4.คนสูบบุหรี่จะเลิกสูบง่ายขึ้น 5.ไม่มีกลิ่นเหม็นบุหรี่ภายในบ้าน
กทม.นำร่อง “บ้านเด็กเล็กปลอดบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า”

ด้าน กทม. โดยนายกชกร ศุภกาญจน์ หัวหน้ากลุ่มป้องกันการติดยาเสพติด สำนักงานป้องกันและบำบัดการติดยาเสพติด สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า ผลสำรวจสถานการณ์การสัมผัสควันบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้าของเด็กเล็กในสถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน (Day care) ของกทม. 8 แห่ง ระหว่างมี.ค.-เม.ย. 2569 ซึ่งเป็นโครงการที่ขับเคลื่อนร่วมกับมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ พบข้อมูลน่าเป็นห่วง โดยกลุ่มเด็กเล็กพักอาศัยในบ้านที่มีสมาชิกสูบบุหรี่มากกว่า 40% ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพระบบทางเดินหายใจ เด็กส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุ 2 ขวบ คิดเป็น 42.3% ของเด็กทั้งหมด 222 คน มีเด็กเล็กที่มีสมาชิกในบ้านสูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้ามากถึง 97 คน หรือคิดเป็น 43.7% เมื่อจำแนกตามพฤติกรรมการสูบ พบว่า “ผู้เป็นพ่อ” เป็นสมาชิกในบ้านที่สูบบุหรี่มากที่สุดถึง 58.3% รองลงมาคือ ลุง/ป้า 10.8% และปู่/ย่า 9.4% ตามลำดับ
ทั้งนี้กทม. ร่วมกับมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และภาคีเครือข่าย เร่งขับเคลื่อน โครงการนำร่อง “บ้านเด็กเล็กปลอดบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า” ตลอดปี 2569 ใน Day Care นำร่องทั้ง 8 แห่ง ดำเนินการ 3 ด้าน 1.ปรับพฤติกรรมผู้ปกครอง โดยออกแบบกิจกรรมชวนผู้ปกครองเลิกบุหรี่ ร่วมกับคลินิกก้าวใหม่พลัสและโรงพยาบาล ให้บริการคำปรึกษาพร้อมส่งต่อเพื่อการรักษา 2.รณรงค์เชิงรุก เชื่อมโยงวาระสำคัญ เช่น วันพ่อแห่งชาติ เพื่อใช้ความรักของลูกเป็นแรงจูงใจให้พ่อเลิกบุหรี่ 3.สร้างแรงจูงใจ จัดกิจกรรม Challenge ยกย่องเชิดชูผู้ปกครองที่เลิกบุหรี่สำเร็จเพื่อเป็นต้นแบบครอบครัวปลอดบุหรี่อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ มาตรการเหล่านี้เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ขยายผลความตระหนักรู้จากสถานรับเลี้ยงเด็กไปสู่ระดับครอบครัวและชุมชนต่อไป
อุดช่องว่างกฎหมาย เพื่อบ้านปลอดบุหรี่

นายจิระวัฒน์ อยู่สะบาย รองผู้อำนวยการกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า แม้ พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ให้อำนาจการควบคุมและเอาผิดอย่างเด็ดขาดเฉพาะในพื้นที่สาธารณะ สถานที่ทำงาน แต่เมื่อผู้สูบกลับเข้าบ้าน กฎหมายฉบับนี้จะเข้าไปบังคับใช้ในบ้านไม่ได้โดยตรง นี่คือช่องโหว่สำคัญที่ทำให้สมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเด็กเล็ก คนสูงอายุ และคนตั้งครรภ์ ต้องตกเป็นเหยื่อรับควันอย่างหลีกเหลี่ยงไม่ได้ แต่ยังมีช่องทางแก้ไขปัญหานี้ได้โดยการบูรณาการข้ามกฎหมาย โดยกลไกของ พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. 2562 กฎหมายฉบับนี้ระบุไว้ชัดเจนว่า การกระทำใดๆ ที่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย หรือ “จิตใจและสุขภาพ” ของบุคคลในครอบครัว ถือเป็นความรุนแรงในครอบครัวรูปแบบหนึ่ง ดังนั้น การสูบบุหรี่ในบ้านจนทำให้คนในครอบครัวเจ็บป่วย เช่น เด็กเป็นหอบหืดเรื้อรังเพราะควันบุหรี่ ถือเป็นการทำร้ายสุขภาพเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายฉบับดังกล่าว ซึ่งเป็นการทำงานแบบการบูรณาการข้ามกฎหมาย เพื่ออุดช่องโหว่ของ พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ที่กำหนดให้พื้นที่สาธารณะเป็น”เขตปลอดบุหรี่”

