July 4, 2026
Latest:
ในประเทศ

สผผ. จับมือ สสส. “สร้างสังคมแห่งโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ”

ความเหลื่อมล้ำทางสังคมในทุกๆมิติ ได้ส่งผลกระทบถึงประชาชนกลุ่มเปราะบางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และได้เปลี่ยนมาเป็นปัญหาทางสังคม มีคนไร้บ้านมากขึ้น  ประชาชนกลุ่มเปราะบางไม่เข้าถึงสิทธิสวัสดิการของรัฐ รวมถึงการเข้าถึงบริการสุขภาพเพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน (สผผ.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการแก้ไขความเดือดร้อน เสริมสร้างความเป็นธรรม และส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของประชาชน และการเสวนา “สร้างสังคมแห่งโอกาส : ลดความเหลื่อมล้ำเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน” เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสการเข้าถึงสุขภาวะ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นธรรม ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ

สผผ.แนะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมต้องทำงานแบบบูรณาการ

นายทรงศัก สายเชื้อ  ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า ความเดือดร้อนของประชาชนในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงหลายมิติ ทั้งการเข้าถึงบริการสาธารณะ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิต จึงจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ครอบคลุม และตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันพัฒนากลไกการทำงานในด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ การศึกษาวิจัย การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การสื่อสารสร้างความเข้าใจแก่สังคม ตลอดจนการประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาเชิงระบบและป้องกันปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

“การลงนามครั้งนี้จะเป็นการทำงานร่วมกันกับ สสส.ที่มีเป้าหมายเดียวกันคือ การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมในทุกมิติ สร้างโอกาสให้ชุนชนและพื้นที่ต่างๆ   ที่ผ่านมาการทำงานของ สผผ.ยังสะท้อนการต่อยอดประสบการณ์การทำงานเชิงพื้นที่ของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งได้ติดตามและผลักดันการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในหลายจังหวัดอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเร่งรัดการขยายเขตไฟฟ้าให้ชุมชนบ้านม้งใหม่พัฒนา “ นายทรงศัก กล่าว

นายทรงศัก กล่าวต่อว่า การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในปัจจุบัน ไม่สามารถดำเนินการโดยหน่วยงานใดเพียงลำพัง สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินมีบทบาทในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและผลักดันให้หน่วยงานของรัฐแก้ไขปัญหา ขณะที่ สสส. มีความเชี่ยวชาญด้านการสร้างเสริมสุขภาวะและมีเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง การผสานศักยภาพของทั้งสององค์กรจะช่วยให้การช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะผู้ประสบความเดือดร้อนและกลุ่มเปราะบาง เป็นไปอย่างรวดเร็ว ครอบคลุม และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม  การลงนามบันทึกข้อตกลงฉบับนี้จะไม่เป็นเพียงเอกสาร แต่จะต่อยอดไปสู่การดำเนินงานอย่างเป็นระบบ เป็นประโยชน์และรับฟังปัญหาจากประชาชนทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดการผลักดันและนำไปสู่การปฏิบัติ ในส่วนของ สผผ.ได้มีเป้าหมายในการปฏิบัติภารกิจคือ การแก้ไขกฎหมายหรือระเบียบต่าง เพื่อให้ประชาชนกลุ่มเปราะบางได้เข้าถึง มีการให้ความช่วยเหลือด้ายกายภาพ และสร้างความตระหนักรู้ และสร้างระเบียบวินัยให้กับประชาชน

สสส.ย้ำคนไทยไร้สิทธิ เข้าไม่ถึงหลักประกันสุขภาพ

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาวะไม่ได้หมายถึงเพียงความแตกต่างด้านรายได้หรือการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาล แต่เกิดจากปัจจัยกำหนดสุขภาพทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่ทำให้ประชาชนบางกลุ่มมีโอกาสมีสุขภาพดีน้อยกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการ และบริการพื้นฐาน ปัจจุบันประเทศไทยมีคนจนประมาณ 3.43 ล้านคน หรือ 4.89% ของประชากร และยังมี คนไทยไร้สิทธิ 483,626 คน ที่ไม่เข้าถึงหลักประกันสุขภาพ สะท้อนว่าความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาวะยังเป็นความท้าทายสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อน เพื่อสร้างระบบที่เอื้อต่อการเข้าถึงโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนทุกกลุ่ม

ที่ผ่านมา สสส. ขับเคลื่อนการทำงานลดความเหลื่อมล้ำ ร่วมกับภาคีเครือข่าย พัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม การสื่อสาร และการเชื่อมเครือข่าย สสส. พร้อมมุ่งสร้างสังคมแห่งโอกาสที่ทำให้ประชาชนทุกคนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี และเข้าถึงสุขภาวะที่ดีได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืน” นพ.พงศ์เทพ กล่าว

กทม. “สร้างสังคมแห่งโอกาส” เดินหน้ายกระดับสวัสดิการ-สร้างอาชีพกลุ่มเปราะบาง

สำหรับ กทม.เมืองหลวงของไทยที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดอีกเมืองหนึ่งของประเทศ นายธนิต ตันบัวคลี่ รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ภาพรวมประชากรกลุ่มเปราะบางในพื้นที่เมืองหลวงที่กำลังเผชิญหน้ากับสภาวะสังคมผู้สูงอายุ โดยจากข้อมูลสถิติพบว่ากลุ่มผู้สูงอายุมีอัตราการเติบโตและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับสัดส่วนการเกิดของเด็กปฐมวัยที่ลดลงเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่สร้างช่องว่างความเหลื่อมล้ำและทำให้เมืองหลวงจำเป็นต้องเร่งจัดสรรสวัสดิการลงไปเยียวยาดูแลอย่างเร่งด่วน

นายธนิต ได้ยกโมเดลเปรียบเทียบสวัสดิการรัฐเพื่อชี้ให้เห็นอุปสรรคเชิงโครงสร้าง โดยระบุว่านโยบายรัฐส่วนใหญ่มักเน้นความเท่าเทียม (Equality) ในลักษณะ “การตัดเสื้อโหล” แจกจ่ายทุกคนเท่ากัน ซึ่งในความเป็นจริง (Reality) กลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้กลุ่มเปราะบางเข้าไม่ถึงโอกาส ต่างจากหลักความเป็นธรรม (Equity) ที่ควรจัดสรรตามความเดือดร้อน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือข้อจำกัดทางเทคนิคในการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในอดีต ซึ่งกลุ่มคนไร้ที่พึ่งจำนวนมากถูกตัดสิทธิ์เนื่องจากไม่มีชื่อในทะเบียนบ้านปกติ แต่ชื่อไปตกค้างอยู่ในทะเบียนบ้านกลาง

ทั้งนี้การดำเนินการในกลุ่มเปราะบางแต่ละกลุ่มในช่วงที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้เร่งแก้ปัญหาด้วยการยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเด็กปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ผ่านการปรับเพิ่มงบประมาณค่าอาหารกลางวันให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ พร้อมอุดหนุนค่าอุปกรณ์การเรียนเพื่อลดภาระผู้ปกครอง ขณะเดียวกันได้ขยายการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น โดยเปิดศูนย์บริการผู้สูงอายุบึงสะแกงาม เขตคลองสามวา เพื่อให้บริการในรูปแบบสถานดูแลกลางวัน (Day Care) มุ่งเน้นกิจกรรมนันทนาการ ตรวจสุขภาพ และฝึกอาชีพเพื่อเตรียมความพร้อมระยะยาว

นอกจากนี้ยังได้รุกนโยบายด้านคนพิการ ขยาย One-Stop Service โรงพยาบาล กทม. พร้อมจ้างงานตามสัดส่วนใกล้ครบ 100% ด้วยการขับเคลื่อนงานด้านคนพิการภายใต้โครงการ “คนพิการดีใน 4 ด้าน” ประสบความสำเร็จเด่นชัดในการขยายจุดบริการเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service) ครอบคลุมตั้งแต่การออกบัตรจนถึงการรักษาพยาบาลได้ในโรงพยาบาลสังกัด กทม. 12 แห่ง นอกจากนี้ยังส่งเสริมการสร้างรายได้อย่างยั่งยืนด้วยการผลักดันการจ้างงานคนพิการตามกฎหมายมาตรา 33 เข้ามาร่วมปฏิบัติงานในหน่วยงานของกรุงเทพมหานครจนเกือบเต็มสัดส่วน ควบคู่ไปกับการปรับปรุงอารยสถาปัตย์และทางลาดในสถานที่ราชการเพื่อความปลอดภัย

สำหรับการดูแลคนไร้บ้าน กทม. ได้บูรณาการร่วมกับกระทรวง พม. และภาคีเครือข่ายเปิดจุดบริการสวัสดิการสังคม (Drop-in) ใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า คอยให้บริการคัดกรอง สุขอนามัย ทำบัตรประชาชน พร้อมจัดรถโมบายเคลื่อนที่และรถซัก อบ อาบ เพื่อลดอุปสรรคในการเข้าถึงรัฐ ยิ่งไปกว่านั้นยังได้คัดกรองจำแนกคนไร้บ้านเพื่อส่งเสริมศักยภาพครบวงจรผ่านโมเดล “บ้านอิ่มใจ” ทั้งในด้านที่พักอาศัยและวินัยการออมเงิน พร้อมร่วมมือกับมูลนิธิกระจกเงาและภาคเอกชนในการจ้างงานสร้างอาชีพเพื่อช่วยให้สามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างยั่งยืน

สุดท้าย นายธนิต ได้สรุปแนวคิดการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อลดความเหลื่อมล้ำผ่านโมเดล “3L” ประกอบด้วย L – Law (กฎหมาย) มีระเบียบข้อบังคับรองรับอย่างถูกต้อง L – Liveable (เมืองน่าอยู่) เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนสังคม และ L – Leader (ผู้นำองค์กร) ซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญที่สุด โดยเน้นย้ำว่าหากขาดผู้นำที่มีวิสัยทัศน์คอยลงมือทำและผลักดันอย่างจริงจัง แม้จะมีกฎหมายหรือข้อเรียกร้องจากประชาชนมากเพียงใด นโยบายแก้ปัญหาเมืองและความเหลื่อมล้ำ ก็จะไม่สามารถประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรมได้