แนะ “ครอบครัว-โรงเรียน-ชุมชน” ร่วมสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็ก
เหตุการณ์เด็กชายวัย 14 ปี ที่ก่อเหตุยิงกราดครู-นักเรียนภายในโรงเรียนแห่งหนึ่ง นี่ไม่ใช่เหตุการณ์เกิดขึ้นครั้งแรกและเป็นครั้งสุดท้ายของสังคมไทยอย่างแน่นอน หากผู้ใหญ่ในสังคมมองข้ามสัญญาณอันตรายที่จะเกิดความรุนแรงในเด็ก และเยาวชน ปราการด่านแรกที่ช่วยได้ คือ “ครอบครัว-โรงเรียน-ชุมชน”ผ่านแนวทาง “ป้องกันในสถานศึกษา-คุมแพลตฟอร์มดิจิทัล-เสริมศักยภาพ อปท.”
เมื่อเร็วๆนี้ ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ กรุงเทพฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายเด็ก เยาวชน และครอบครัว จัดเวทีเสวนาหัวข้อ “อย่ารอให้เกิดเหตุ: เห็นสัญญาณ เชื่อมการดูแล สร้างความปลอดภัย สังคมไทยไร้ความรุนแรง” เพื่อร่วมเสนอแนวทางการป้องกันความรุนแรงต่อเด็ก เยาวชน และครอบครัว พร้อมออกแบบระบบที่เชื่อมต่อความช่วยเหลือ ช่วยลดปัญหาความรุนแรงในสังคมไทย
เด็กไทยเผชิญความรุนแรงทุกมิติ

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า วิกฤตความรุนแรงในเด็กและเยาวชน คือวิกฤตซ่อนเร้น และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เหตุการณ์ร้ายแรงในโรงเรียนเท่านั้น ความรุนแรงเป็นปัญหาหลายมิติและเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ และความรุนแรงในเด็กและเยาวชนไม่ได้เกิดจากเหตุความรุนแรงเฉียบพลันเพียงอย่างเดียวแต่เชื่อมโยงกับความเครียด ความสัมพันธ์และสภาพแวดล้อมตัวเด็ก โดยพบว่า ความรุนแรงไม่ได้จำกัดอยู่ที่เหตุกราดยิง : คดีเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่สถานพินิจฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะคดีต่อชีวิตและร่างกายจาก 1,695 คดีในปี 2022 เพิ่มขึ้นเป็น 3,870 คดีในปี 2024 และคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินเพิ่มจาก 1,828 เป็น 3,153 คดีในช่วงเดียวกัน
ในปี 2025 เด็กและเยาวชนเผชิญความเครียดมากขึ้นในทุกมิติ โดยเฉพาะการศึกษา/ทำงาน และการเงิน และพบความรุนแรงในชีวิตประจำวัน เช่น การทำร้ายร่างกาย การด่าทอ
ซึ่งการแก้ไขปัญหาความรุนแรง ไม่สามารถทำแยกส่วนได้ ต้องอาศัยทั้งระบบนิเวศร่วมกัน สสส. มีแผนดำเนินงานขับเคลื่อนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว ซึ่งมีต้นทุนการทำงานพร้อมต่อยอด ได้แก่ เครือข่ายวิชาการและเครือข่ายระดับพื้นที่ กระจายตัวอยู่ใน 200 ตำบล 24 จังหวัดทั่วไทย มุ่งขับเคลื่อนงานยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กและครอบครัวในระดับพื้นที่ และสะท้อนข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้กับภาครัฐ นอกจากนี้ ยังมีนวัตกรรมและชุดองค์ความรู้ 146 ชิ้น ครอบคลุมประเด็นสุขภาพจิต ป้องกันความรุนแรง คัดกรองความเสี่ยง และฟื้นฟูหลังเหตุการณ์ความรุนแรง เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ทุกภาคส่วนสามารถเข้ามาศึกษาและนำไปปรับใช้กับพื้นที่ได้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ happychild.thaihealth.or.th
นพ.พงศ์เทพ กล่าวต่อว่า การป้องกันปัญหาความรุนแรงและดูแลความปลอดภัยในโรงเรียน สสส. และภาคีเครือข่าย มีข้อเสนอต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งส่งเสริมประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1.ขับเคลื่อนมาตรการสร้างระบบนิเวศที่ปลอดภัย 3 ด่าน ได้แก่ ด่านครอบครัว เร่งส่งเสริมทักษะการสร้างพื้นที่ปลอดภัยภายในบ้าน สังเกตสัญญาณเสี่ยง และรู้จักวิธีรับมือเมื่อลูกถูกกลั่นแกล้ง ด่านโรงเรียน จัดให้มีกิจกรรม Homeroom เพื่อสร้างสัมพันธภาพและคัดกรองนักเรียนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงเชิงรุก พร้อมจัดตั้งทีมครูและนักจิตวิทยา เพื่อคอยช่วยเหลือทันที และสร้างช่องทางแจ้งเหตุโดยไม่เปิดเผยตัวตน ที่สำคัญ เมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรง ต้องใช้การไกล่เกลี่ยแทนการลงโทษ และจัดให้มีฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุวิกฤต ด่านชุมชน ส่งเสริมการจัดตั้งกลไกเฝ้าระวังร่วมกัน ใช้แนวคิด “เลี้ยงเด็กหนึ่งคนใช้คนทั้งหมู่บ้าน” คอยสอดส่องและแจ้งเหตุ และสนับสนุนลานเล่น ลานกีฬา ศิลปะ ดนตรี ในช่วงเวลาหลังเลิกเรียนและวันหยุด
2.ขับเคลื่อนเชิงนโยบายเพื่อความปลอดภัย 3 มิติ ป้องกันในสถานศึกษา เสนอให้กระทรวงศึกษาธิการ บรรจุหลักสูตรฝึกซ้อมเผชิญเหตุเป็นวิถีปฏิบัติ เพิ่มบุคลากรจิตวิทยา และสร้างแกนนำนักเรียน ช่วยสอดส่องดูแลเพื่อน ควบคุมภัยไซเบอร์ เสนอให้รัฐบาลผลักดันกฎหมายกำกับการเข้าถึงสื่อโซเชียลมีเดีย เพื่อลดการซึมซับความรุนแรง ผนึกกำลังเจ้าของแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อร่วมกำหนดมาตรการคัดกรองโพสต์ที่สื่อถึงความรุนแรง และพัฒนาช่องทางแจ้งเหตุด่วน (Fast Track) ให้มีการรายงานเจ้าหน้าที่ทันทีเมื่อพบเห็นสัญญาณความเสี่ยง ส่งเสริมศักยภาพองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) ร่วมสร้างพื้นที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็กและเยาวชนที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

ด้าน นายฉัตร คำแสง หัวหน้าศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด for คิดส์) กล่าวว่า จากการศึกษาการกราดยิงในโรงเรียนต่างประเทศ โดย Madfis และ Levin นักวิจัยระดับโลก พบว่า เหตุการณ์ความรุนแรงมักเกิดจากการที่ผู้ลงมือมีความเครียดสะสม รู้สึกโดดเดี่ยวและไม่ได้รับความช่วยเหลือจากสังคม นำไปสู่การเกิดโศกนาฏกรรม ในไทยยังมีเด็กที่ต้องเผชิญกับความเครียดสะสม จากรายงานผลสำรวจเยาวชน ปี 2568 โดย สสส. และคิด for คิดส์ พบเด็กและเยาวชนไทยเครียดเรื่องการศึกษา และการทำงานเพิ่มขึ้น จากคะแนนประเมินความเครียดที่อยู่ระดับ 3 ในปี 2566 เพิ่มเป็นระดับ 4 ในปี 2568 และเครียดเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวเพิ่มขึ้น จากคะแนนประเมินความเครียดที่อยู่ระดับ 2 ในปี 2566 เพิ่มเป็นระดับ 3 ในปี 2568 สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า หากจะแก้ปัญหาความรุนแรงที่ต้นเหตุ ทุกภาคส่วนต้องทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบนิเวศ ซึ่งการสานพลังร่วมกันจะช่วยให้เกิดกลไกการทำงานที่เข้มแข็งและยั่งยืน
จิตแพทย์ชี้ความรุนแรงในเด็กเปรียบเหมือน”ภูเขาน้ำแข็ง”

นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ จิตแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวว่า ปัญหาความรุนแรงที่ถูกซ่อนไว้ เปรียบเทียบเหมือน “ภูเขาน้ำแข็ง” ซึ่งเหตุการณ์รุนแรงอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่อยู่เหนือน้ำ ขณะที่ใต้ผิวน้ำยังมีปัญหาและความเสี่ยงอีกหลายด้าน เช่น ปัญหาสุขภาพจิต การเสพติดเกม การใช้บุหรี่ไฟฟ้าและสารเสพติด และขาดความเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเด็ก ครอบครัว และคนรอบตัว
นพ.ยงยุทธ กล่าวสรุปว่า การแก้ไขปัญหาความรุนแรงในเด็ก ต้องประกอบไปด้วย พลัง 3 ปะสาน ที่เป็นระบบนิเวศรอบตัวเด็ก ได้แก่ นักเรียน : ระบบบัดดี้ดึงเด็กที่มี”จุดแข็ง” มาช่วยประคองเพื่อนที่มี “จุดอ่อน” ,โรงเรียน/ครู : ชั่วโมงโฮมรูมที่มีคุณภาพและมีครูที่เข้าใจชีวิตไม่ใช่แค่เรื่องวิชาการ และสุดท้าย ผู้ปกครอง : ชมรมผู้ปกครองที่รวมตัวกันเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กด้วยไมตรี
ดังนั้น หากจะขับเคลื่อนไม่ให้เกิดเหตุโศกนาฏกรรมซ้ำ ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันฟื้นระบบดูแลช่วยเหลือเด็กให้เป็นระบบที่ทำงานเชิงรุก ที่สำคัญ คือการพัฒนาให้เกิดระบบส่งต่อเมื่อโรงเรียนไม่สามารถรับมือกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเด็กได้ ซึ่งระบบต้องสามารถคัดกรองและส่งต่อเด็กไปยังผู้เชี่ยวชาญหรือบริการที่เหมาะสม ป้องกันไม่ให้การช่วยเหลือเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อปัญหาถึงขั้นรุนแรงแล้วเท่านั้น
ชวนผู้ใหญ่สร้างพื้นที่เล่นปลอดภัยให้เด็กลดความเครียด

น.ส.ประสพสุข โบราณมูล ผู้ประสานงานเครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลก กล่าวว่า ที่ผ่านมาภาคีเครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลก ร่วมกับ สสส. ขับเคลื่อนนำแนวคิดเล่นอิสระไปใช้เยียวยาสุขภาพกายและใจเด็กอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับส่งเสริมการดูแลเด็กแบบองค์รวม และใช้แนวคิด “เลี้ยงเด็ก 1 คน ใช้คนทั้งหมู่บ้าน” จนกลายเป็นวาระสำคัญระดับจังหวัดในการเยียวยาและพัฒนาเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดเหตุการณ์วิกฤตจากภัยธรรมชาติและฝีมือมนุษย์ เช่น การกราดยิงในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จ.หนองบัวลำภู และภัยน้ำท่วมพื้นที่ภาคใต้ สำหรับการกราดยิงโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เป็นอีกเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้น สร้างผลกระทบต่อสภาพจิตใจผู้ปกครองและเด็ก นำไปสู่การเกิดความเครียดสะสม ดังนั้น เพื่อพลิกพื้นที่วิกฤติให้เป็นโอกาสแห่งการพัฒนา เครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลก เสนอให้โรงเรียนและผู้ปกครองใช้การเปิดพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจเด็ก ใช้เวลากับครอบครัว และคนรอบข้าง นำไปสู่การก้าวข้ามผ่านเหตุการณ์ความรุนแรง และกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติโดยเร็ว
ทั้งนี้ “ความสัมพันธ์” คือ ตัวชี้วัดความปลอดภัย เป็นความสัมพันธ์ที่ช่วยปกป้องเด็ก ประกอบด้วย มีผู้ใหญ่ที่ไว้วางใจอย่างน้อย 1 คน ที่พร้อมรับฟัง เข้าใจและช่วยเหลือโดยไม่ตัดสิน เมื่อเผชิญปัญหาหรือเรื่องที่พูดยาก ,มีเวลาคุย ครอบครัวมีพื้นที่และเวลาสำหรับพูดคุยอย่างสม่ำเสมอ,จัดการความขัดแย้งเชิญบวก มีวิธีแก้ปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรงทั้งกายและวาจา ,รู้สัญญาณเครียด ผู้ปกครองสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงและเข้าใตความเครียดของเด็ก,เด็กรู้จักที่พึ่ง เด็กรู้ว่าจะขอความช่ยเหลือจากใครเมื่อมีปัญหา, และ ผู้ปกครองรู้ช่องทาง การส่งต่อความช่วยเหลือเมื่อเด็กมีความเสี่ยง

สำหรับผู้สนใจการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์สามารถศึกษารายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.letsplaymore.org

