เปิดตัว “G-CAN” อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน!!!

สสส. จับมือเครือข่ายเปิดตัว “เครือข่ายร่วมสร้างอนาคตเด็กไทย : G-CAN” หวังเด็กไทยมีสุขภาพดี ไม่เป็นโรคอ้วน รู้เท่าทันสื่อ รู้จักเลือกบริโภค ไม่ป่วยด้วยโรค NCDs ภายใต้แนวคิด “อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน” ที่มีเหตุจากกินอาหารหวาน-มัน-เค็ม ไม่ออกกำลังกาย หากไม่เริ่มทำในวันนี้คาดการณ์ปี 78 ไทยมีเด็กอ้วนพุ่ง 61% หนุน(ร่าง) พ.ร.บ.ควบคุมการตลาดและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก เข้ามาช่วยหนุนเสริมให้เด็กไทยมีสุขภาพดี
ที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ ร่วมกับ สมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อแห่งประเทศไทย (The NCD Alliance Association of Thailand) จัดงาน มหกรรมการขับเคลื่อนเครือข่ายความร่วมมือภาคีสถานศึกษา ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และภาคีเครือข่ายสุขภาวะ ภายใต้โครงการรู้เท่าทันสื่อ เท่าทันสุขภาพ เพื่อโภชนาการสมวัยสำหรับเด็กและเยาวชน หัวข้อ “อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน (ลดหวาน มัน เค็ม เพิ่มผัก และผลไม้)” เดินหน้าเปิดตัวเครือข่ายร่วมสร้างอนาคตเด็กไทย (Gen-Health for Children Action Network : G-CAN) พร้อมประกาศสุดยอดโรงเรียนต้นแบบสื่อสร้างสรรค์และนวัตกรรมต้นแบบ รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีโรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ ได้รับรางวัลพระราชทานชนะเลิศ
ปัญหาเด็กอ้วนส่งผลกระทบในระยะยาว

นางญาณี รัชต์บริรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา สสส. กล่าวว่า วันนี้ สสส.และเครือข่ายได้ร่วมกันเปิดตัว G-CAN เพื่อเป็นการร่วมสร้างอนาคตของเด็กไทย แสดงพลังให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามาปกป้องเด็กและเยาวชนจากภาวะโรคอ้วน และ NCDs ซึ่งมีปรากฎการณ์สถานการณ์ความรุนแรงของโรคอ้วนในเด็ก ที่เป็นความท้าทายด้านสุขภาพที่สำคัญของประเทศ จากรายงานสถานการณ์โรคอ้วน World Obesity Atlas ปี 2567 โดยสหพันธ์โรคอ้วนโลก พบเด็กไทย 1 ใน 3 คน มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน สอดคล้องกับข้อมูลบนระบบ DoH Dashboard โดยกรมอนามัย พบเด็กไทยอายุ 6-14 ปี มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนเพิ่มสูงขึ้น จาก 9.33% ในปี 2557 เป็น 13.12% ในปี 2567 สาเหตุเกิดจากพฤติกรรมสุขภาพ เช่น รับประทานอาหารหวาน มัน เค็ม และพฤติกรรมเนือยนิ่ง ซึ่งสหพันธ์โรคอ้วนโลก คาดการณ์ว่า ในปี 2578 จำนวนเด็กอ้วนในไทยจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 61% สะท้อนว่า ภายใน 15 ปีข้างหน้า เด็กไทยจำนวนหนึ่งอาจต้องเผชิญกับภาวะอ้วน นำไปสู่การเจ็บป่วยโรคไม่ติดต่อ (NCDs) และกระทบการต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีระยะยาว
ดังนั้น การสร้างจิตสำนึกรอบรู้เรื่องสุขภาพรู้เท่าทันสื่อจึงเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับเด็กและเยาวชนในการที่เขาจะมีเกราะป้องกันเป็นภูมิคุ้มกันในการที่จะใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาวะที่ดีได้ ซึ่ง G-CAN จึงเป็นการรวมตัวทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โรงเรียนในการเข้ามาร่วมขับเคลื่อนในเรื่องดังกล่าว
ขับเคลื่อนโครงการสื่อสร้างสรรค์ฯ ภายใต้หัวข้อ “อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน (ลดหวาน มัน เค็ม เพิ่มผัก และผลไม้)” อย่างต่อเนื่อง โดยปี 2569 มีกลไกการทำงานสำคัญ คือ 1.ส่งเสริมให้ผู้บริหารสถานศึกษา ครู ชุมชน ครอบครัว และนักเรียนแกนนำ ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมสื่อรณรงค์ เพื่อสร้างค่านิยมการบริโภคที่เอื้อต่อสุขภาวะ อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางสุขภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม 2.ผนึกกำลังจัดตั้งเครือข่าย G-CAN เพื่อขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เด็กไทยเติบโตสุขภาวะดี
ทั้งนี้การรู้เท่าทันของเด็กจะรู้ในเรื่องของสื่อดิจิทัล ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการตลาดของอาหารและเครื่องดื่มในปัจจุบันจู่โจมไปที่เด็ก และเด็กต้องเผชิญกับสื่อโฆษณาทั้งออนไลน์และออฟไลน์ทั้งที่บ้านและโรงเรียนส่งผลให้เด็กเกิดการบริโภค
อาหารที่ไม่เป็นไปตามสุขภาวะ และเสี่ยงต่อการกินอาหารหวาน มัน เค็ม เสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน สำคัญที่ต้องให้เด็กและเยาวชนรู้เท่าทันสื่อ และมีความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อให้เขาดำเนินชีวิตอย่างมีสุขภาพที่ดีตั้งแต่เด็กๆ โดยที่ผู้ใหญ่ไม่ต้องไปคอยบอกว่าเขาควรกินอะไร ไม่ควรกินอะไร เด็กสามารถรู้ได้ด้วยตัวเองด้วยการปลูกฝังทักษะเท่าทันสื่อและรอบรู้เรื่องสุขภาพ

ดร.ดนัย หวังบุญชัย ผู้จัดการแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สสส. กล่าวว่า แผนงานสื่อฯ ขับเคลื่อนโครงการอย่าปล่อยให้เด็กอ้วนฯ เข้าสู่ปีที่ 6 เกิดเครือข่ายโรงเรียนที่ร่วมสร้างสื่อรณรงค์สุขภาพ 156 แห่ง ในปี 2569 มีโรงเรียน 25 แห่งทั่วประเทศ ส่งผลงานนวัตกรรมสื่อรณรงค์สุขภาพฝีมือเด็กและเยาวชนเข้าร่วมประกวดภายใต้ 5 หมวด ได้แก่ 1.หมวด WOW Menu เมนูสร้างสรรค์สุขภาพ 2.หมวด WOW Song เพลงสร้างสรรค์ประกอบท่าออกกำลังกาย 3.หมวด WOW Identity อัตลักษณ์สร้างสรรค์ดีเด่น 4.หมวด WOW Youth Leadership Team แกนนำเยาวชนสร้างสรรค์ดีเด่น 5.WOW Creation สื่อสร้างสรรค์ดีเด่น ซึ่งผลงานสื่อสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชน จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารสาธารณะกับเพื่อนเด็กและเยาวชนด้วยกัน ช่วยสร้างให้เกิดความตระหนักรู้ ความเข้าใจต่อผลกระทบของภาวะอ้วน และรู้จักวิธีการเลือกรับประทานอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่สนใจรับชมผลงานที่ได้รับรางวัลทั้งหมด สามารถติดตามได้ที่ www.artculture4health.com
หวัง ร่าง พ.ร.บ. …. เข้ามาช่วยควบคุมให้เด็กไทยมีสุขภาพดี

รศ.นพ.เพชร รอดอารีย์ นายกสมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์โรคอ้วนในผู้ใหญ่ไทยแย่ลง คนที่มีอายุเกิน 15 ปี ขึ้นไป 45% เป็นโรคอ้วน ซึ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมา หากมองให้ลึกลงไป โรคอ้วนในเด็กยิ่งเพิ่มสูงขึ้นไป ในระดับภาคพื้นเอเชียไทยติดอันดับต้นๆของภูมิภาคจากการรายงานของยูนิเซฟ ประมาณ 14-15% เด็กไทยอยู่ในภาะอ้วน และถ้าคิดแค่น้ำหนักเกินเพียงอย่างเดียวจะมากถึง 30% ในอนาคตถ้าเรามีเด็กที่อ้วน เราก็จะมีผู้ใหญ่ที่อ้วนขึ้นอีกในอนาคต และจะกลายเป็นผู้สูงอายุที่มีโรค NCDs ตามไปด้วย จึงเป็นที่มาที่ไปที่ทำไมต้องมาเริ่มที่เด็กในวันนี้

การสื่อสารการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ไขมัน และโซเดียมสูง มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการเลือกบริโภคของเด็กและเยาวชน ซึ่งหากเด็กขาดทักษะในการเลือกบริโภคอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ จะส่งผลให้เด็กต้องเผชิญกับภาวะน้ำหนักเกิน และป่วยโรค NCDs จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทุกภาคส่วนจึงต้องบูรณาการความร่วมมือผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมด้านอาหารอย่างเป็นระบบ ซึ่งการจัดตั้งเครือข่าย G-CAN นับเป็นก้าวสำคัญของการรวมพลังภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายและกฎหมาย เพื่อปกป้องเด็กจากผลกระทบของการตลาดอาหารที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ความร่วมมือครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าหน้าที่ในการปกป้องเด็กจากปัจจัยเสี่ยงสุขภาพไม่ใช่เป็นเพียงหน้าที่ของครอบครัวหรือโรงเรียนเท่านั้น แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสังคม

สำหรับร่าง พ.ร.บ. ควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก ปัจจุบัน ร่าง พ.ร.บ…..ดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ขั้นตอนที่กรมอนามัยจะนำเสนอไปสู่คณะรัฐมนตรีต่อไป รายละเอียดของ พ.ร.บ. ควบคุมการตลาดอาหาร…..โดยมีเจตนารมณ์เพื่อปกป้องและคุ้มครองเด็กจากการตลาดและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ(หวาน มัน เค็ม) อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เด็กลดการพบเห็นและลดการถูกกระตุ้นจากการตลาดฯ นำไปสู่การลดการซื้อและการบริโภคอาการดังกล่าว ลดเสี่ยงโรคอ้วนและ NCDs จะเป็นการควบคุมอาการและเครื่องดื่มที่มีปริมาณไขมัน โซเดียมสูง หวาน มันเค็ม หรืออาหารอื่นใดที่เด็กบริโภคแล้วเกิดความเสี่ยงต่อกาวะทุพโภชนาการ หรือความเสี่ยงต่อหารเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยพิจารณาตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข

โดยใช้การตลาดเป็นเครื่องมือสื่อสารในรูปแบบต่างๆ เช่น โฆษณา ประชาสัมพันธ์ การส่งเสริมการขาย การตลาดแบบตรง การขายตรง และการส่งเสริมใดๆที่ให้มีการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก เพื่อประโยขน์ทางการค้า ส่วนมาตรการควบคุม เช่น ฉลากต้องไม่ใช้เทคนิคดึงดูดเด็ก เช่น รูปการ์ตูน ดารา และควรให้มีการแสดงสัญลักษณ์กำกับที่เข้าใจง่าย ควบคุมการจำหน่ายในสถานศึกษา ปนะโยชน์ที่ได้ของ พ.ร.บ.ดังกล่าวคือ เด็กมีสุขภาพดี ไม่อ้วน สามารถเลือกซื้อและบริโภคอาหารได้อย่างเหมาะสม ลดคามเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ ,ประชาชนลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนที่ต้องซื้ออาหารที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก และเขาถึงอาหารและเครื่องดื่มที่เหมาะสมกับสุขภาพมากขึ้น ,ในภาคอุตสาหกรรมอาหาร จะเสริมความน่าเชื่อถือและความรับผผิดชอบต่อสังคม ช่วยกระตุ้นยอดขาย และเป็นแรงจูงใจให้ผู้ผลิตรายอื่นพัฒนาและผลิตอาหารและเครื่องดื่มที่เหมาะสม และภาครัฐ ลดภาระค่าใช้จ่ายสาธารณสุขจากโรคอ้วน และ NCDs คุ้มค่ากับคำว่า “ป้องกันดีกว่ารักษา” เสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศในระดับสากล

