ในประเทศ

เครือข่ายหยุดพนันหนุน “สนุ้กเกอร์เป็นกีฬา” เสนอให้สังคายนากฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค แยกกีฬากับการพนันออกจากกันให้ชัดเจน 

เครือข่ายหยุดพนันหนุน “สนุ้กเกอร์เป็นกีฬา” เสนอให้สังคายนากฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค แยกกีฬากับการพนันออกจากกันให้ชัดเจน  ชี้แก้พ.ร.บ.พนันอาจไม่ใช่ทางที่น่าหวัง

จากการที่หลายฝ่ายออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ปลดสนุ้กเกอร์ออกจาก พ.ร.บ.พนัน  เครือข่ายรณรงค์หยุดพนันได้เสนอความเห็นต่อเรื่องดังกล่าว  ดร.วศิน พิพัฒนฉัตร ทนายความและผู้จัดการหน่วยวิชาการเครือข่ายนักสาธารณสุขจัดการปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ (สปสส.) กล่าวว่า “รัฐ ควรจะมีความชัดเจน ใน ๒ เรื่อง คือ เรื่องที่หนึ่ง รัฐควรมีกฎระเบียบที่ชัดเจนในการแยกความแตกต่างระหว่าง “กีฬา” กับ “การพนัน” กรณี สนุ้กเกอร์ แม้จะเข้าลักษณะที่เป็นกีฬา เนื่องจากต้องมีการฝึกฝนทักษะ ในการเล่น มีกติกาที่ชัดเจน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ คนที่จะเล่นหรือคนที่ชมกีฬามักจะตกลงเดิมพันจากผลของการเล่นสนุ๊กเกอร์ ซึ่งอาจจะควบคุม หรือ กำกับการบังคับใช้กฎหมายได้ค่อนข้างยากและมีข้อจำกัด เรื่องที่สอง คือ กลไกการบังคับใช้กฎหมายที่ยังมีปัญหา สนุ้กเกอร์ ตามบัญชี ข. ของกฎหมายพนันที่อาจขออนุญาตได้แต่ กลับถูกกำหนดห้ามโดยกฎกระทรวงของกระทรวงมหาดไทยไม่ให้ขออนุญาต เหมือนกับโปรกเกอร์ ซึ่งห้ามมาตั้งแต่ปี 2505 โดยมีข้อยกเว้นใน 2 เรื่อง คือ เล่นในที่เคหสถานจำนวนไม่เกิน ๑ โต๊ะและ กรณีที่ ๒ เล่นในสมาคมที่จดทะเบียนแต่ห้ามเกิน ๕ โต๊ะ และไม่ให้เด็กเข้าถึงการเล่นได้เนื่องจากขัดต่อกฎหมายคุ้มครองเด็ก แทำให้การจะจัดเล่นหรือฝึกฝนสนุกเกอร์มีข้อจำกัด ดังนั้น ถ้ารัฐบาลจะให้การสนับสนุนสนุกเกอร์ เป็นกีฬาต้องมีความชัดเจน ใน ๒ เรื่องดังกล่าวเสียก่อน คือ แยกสนุกเกอร์เป็นกีฬา ออกจาก พนันให้ชัดเจน และดูที่วัตถุประสงค์ถ้าจะให้การเล่นสนุกเกอร์เป็นกีฬา ก็ให้เป็นกีฬาไม่ต้องยุ่งกับกฎหมายพนัน แต่ถ้าต้องการให้มีการเดิมพันในลักษณะพนันก็ค่อยจัดเป็นพนันตามกฎหมาย ตลอดจนมีการแก้ไขกลไกทางกฎหมายให้ชัดเจนเพื่อป้องกันการแอบอ้างสนุกเกอร์ในเชิงกีฬาไปเป็นพนัน ” ดร.วศินกล่าว

ขณะที่นายธนากร คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน แสดงความเห็นว่า “เครือข่ายรณรงค์หยุดพนันเห็นด้วยกับการสนับสนุนให้สนุ้กเกอร์เป็นกีฬา  คำถามคือ “ที่ผ่านมาอะไรที่มันพันธนาการสนุ้กเกอร์ให้อยู่กับการพนัน” ซึ่ง ณ ขณะนี้หลายฝ่ายมองว่า “พ.ร.บ.การพนันคือปัญหา” แต่ความจริงเรื่องนี้ยังผูกโยงกับกฎหมายอีกหลายฉบับ จึงอยากเสนอให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงมหาดไทย  กระทรวงกีฬา  การกีฬาแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาสนุ้กเกอร์  รวมทั้งนักกีฬา  และกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เป็นต้น มาคุยกันเพื่อวิเคราะห์หาอุปสรรคด้านกฎหมายที่เป็นข้อติดขัดอยู่  แล้วหาทางปลดล็อคเสีย   โดยส่วนตัวไม่คิดว่าถึงขนาดต้องไปแก้ พ.ร.บ.พนัน เพราะในตัวพ.ร.บ.ไม่ได้มีบทบัญญัติเรื่องนี้โดยตรง น่าจะอยู่ที่ประกาศของกระทรวงมหาดไทยที่มีมาแต่เดิมมากกว่า ซึ่งน่าจะใช้อำนาจรัฐมนตรีสั่งปลดล็อคได้   เพราะหากตั้งโจทย์ว่า การปลดล็อคสนุ้กเกอร์อยู่ที่การแก้พ.ร.บ.การพนัน อาจเป็นการตั้งโจทย์ผิด แล้วจะทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่  เพราะพ.ร.บ.การพนันเชื่อมโยงกับพนันหลายตัวมาก อาจเป็นร้อยชนิด  กว่าจะแก้ได้คงต้องฝ่าหลายด่าน เกรงว่าหากเลือกเดินทางนี้จะไปไม่ถึงจุดหมาย แล้วจะผิดหวังกันอีก  อย่างไรก็ดี กระบวนการชวนคิดชวนคุยที่ว่านี้ จะเกิดขึ้นได้ต้องมี “เจ้าภาพ” จึงใคร่ขอเสนอให้นายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพ โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรีท่านใดท่านหนึ่งรับผิดชอบจัดสัมมนาเพื่อชวนทุกฝ่ายมาคุยกัน “

“เรื่องสำคัญ คือ การแยกความเป็นกีฬากับการพนันให้ชัดเจน  ถ้าเป็นกิจกรรมกีฬาก็ให้ไปอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงกีฬากับการกีฬาแห่งประเทศไทย ถ้าเป็นการพนันก็ให้อยู่กับพ.ร.บ.พนัน    หลายประเทศแยกขาดเรื่องนี้อย่างชัดเจน ถ้าจะเป็นกีฬาก็ต้องขึ้นทะเบียนเป็นสโมสรหรือสถาบันส่งเสริมกีฬาสนุ้กเกอร์  มีข้อบังคับชัดเจนว่าห้ามข้องเกี่ยวกับการพนัน ไม่จำกัดอายุเด็ก  เป็นต้น   แต่ถ้าอยากเปิดโต๊ะสนุ้กเป็นสถานที่เล่นพนัน ก็ต้องขออนุญาตตามพ.ร.บ.พนัน และประกาศชัดเจนว่า นี่คือสถานที่เล่นพนัน จำกัดอายุ เด็กเยาวชนห้ามเข้า จำกัดจำนวนโต๊ะ รวมถึงการกำหนดมาตรการต่าง ๆ ที่เข้มงวดเพื่อควบคุมไม่ให้เล่นพนันเกินขอบเขต   เรื่องนี้ถ้าทำให้โปร่งใส น่าเชื่อถือว่าไม่มีผลประโยชน์ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแอบแฝง  ก็ไม่น่าจะมีใครคัดค้าน  รวมทั้งการทำให้เกิดความเชื่อมั่นในมาตรการและหน่วยงานการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจจะถึงเวลาต้องทบทวนว่า การดูแลเรื่องพนันควรอยู่กับหน่วยงานเดิม ๆ หรือควรคิดใหม่ทำใหม่มีหน่วยงานใหม่มาดูแลได้แล้ว” นายธนากรกล่าวทิ้งท้าย