ในประเทศ

ชูนโยบาย TNFG เพื่อเด็กไทยปลอดบุหรี่ ปลอดนิโคติน

ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมาของการทำงานของมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ที่ต้องการลดจำนวนผู้สูบลง เพื่อลดอัตราการป่าวยจากโรคที่มีมาจากบุหรี่ในระยะยาว แต่ที่ผ่านมาการก้าวเข้ามาของบุหรี่ไฟฟ้าที่มีรูปลักษณ์แตกต่างจากบุหรี่มวนอย่างสิ้นเชิง ทำให้เด็กเยาวชนสามารถเข้าถึงบุหรี่ฟ้าได้มากขึ้น ผลที่ตามมาคือมีผู้ป่วยจากบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น

ที่โรงแรมเซ็จนจูรี่ พาร์ค มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ จัดงาน “ก้าวต่อไปเพื่อเด็กไทยปลอดบุหรี่ ปลอดนิโคติน” เนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปี มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เพื่อถอดบทเรียนความสำเร็จจากการรวมพลังของทุกภาคส่วน สังคมไทยปลอดบุหรี่ใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านนโยบาย (Advocacy) ด้านวิชาการ (Scientific) และด้านสังคม (Harmonization) และมีเป้าหมายที่จะผลักดันนโยบาย“คนรุ่นใหม่ปลอดบุหรี่ ปลอดนิโคติน” (Tobacco and Nicotine Free Generation) เพื่อปกป้องเยาวชนให้ปลอดบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์นิโคตินรูปแบบใหม่

เด็กไทยเผชิญกับผลิตภัณฑ์นิโคตินรูปแบบใหม่เข้าถึงได้ง่าย-กลยุทธ์การตลาดที่ซับซ้อนกว่าในอดีต

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เปิดเผยว่า ผลจากการดำเนินงานทำให้อัตราการสูบบุหรี่ของประชากรไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากร้อยละ 32 ในปี 2534 เหลือร้อยละ 16.7 ในปี 2569 และเมื่อคำนึงถึงการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร ประเมินได้ว่าไทยมีผู้สูบบุหรี่น้อยกว่าจำนวนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหากอัตราการสูบบุหรี่ยังคงอยู่ในระดับเดิมคือประมาณ 9 ล้านคน นับเป็นผลสำเร็จด้านการป้องกันโรคและการสร้างเสริมสุขภาพที่สะท้อนคุณค่าของการลงทุนด้านนโยบายสาธารณะและพลังการมีส่วนร่วมของสังคม

ศ.นพ.ประกิต กล่าวต่อว่า ความสำเร็จตลอด 40 ปีที่ผ่านมาเป็นหลักฐานว่า เมื่อสังคมไทยร่วมมือกัน เราสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและสร้างนโยบายที่ปกป้องสุขภาพประชาชนได้จริง แต่เราไม่อาจหยุดอยู่กับความสำเร็จเดิม เพราะวันนี้เด็กไทยกำลังเผชิญกับผลิตภัณฑ์นิโคตินรูปแบบใหม่ที่เข้าถึงได้ง่ายและมีกลยุทธ์การตลาดที่ซับซ้อนกว่าในอดีต ภารกิจสำคัญของเราจึงไม่ใช่เพียงลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ แต่ต้องป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนเริ่มต้นเสพติดนิโคตินตั้งแต่แรก

ศ.นพ.ประกิต กล่าวอีกว่า สำหรับทิศทางการทำงานในระยะต่อไป มูลนิธิฯ และภาคีเครือข่ายมุ่งขับเคลื่อนเป้าหมาย “คนรุ่นใหม่ปลอดบุหรี่ ปลอดนิโคติน” (Tobacco and Nicotine Free Generation) ให้ความสำคัญกับการรักษาและบังคับใช้กฎหมายห้ามบุหรี่ไฟฟ้าอย่างจริงจัง 1.ป้องกันการแทรกแซงนโยบายจากอุตสาหกรรมยาสูบ 2.พัฒนามาตรการภาษีและการควบคุมการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบ 3.เสริมความเข้มแข็งของกลไกควบคุมยาสูบระดับจังหวัด 4.พัฒนาระบบเฝ้าระวังและองค์ความรู้ให้ทันต่อผลิตภัณฑ์และกลยุทธ์ใหม่ๆ

TNFG คืออะไร

นางสาวบังอร  ฤทธิภักดี เลขาธิการและที่ปรึกษาอาวุโสมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า   “คนรุ่นใหม่ปลอดบุหรี่และนิโคติน” (Tobacco-Free Generation: TNFG) เป็นการเสนอนโยบายเปลี่ยนผ่านการควบคุมบุหรี่ของไทยจากการกำหนดอายุขั้นต่ำไว้ที่อายุ 20 ปี ไปสู่การห้ามผู้ที่เกิดตั้งแต่ปีที่กำหนดซื้อผลิตภัณฑ์ยาสูบตลอดชีวิต เพื่อหยุดยั้งปัญหาการเสพติดนิโคตินตั้งแต่ต้นทาง  หลังพบสถิติวิกฤตเยาวชนเริ่มสูบบุหรี่ก่อนอายุ 18 ปี สูงถึงร้อยละ 53

การผลักดันนโยบาย TNFG มีข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ในประเทศไทย พบว่า ร้อยละ 53 ของผู้สูบบุหรี่ทั้งหมด เริ่มต้นสูบบุหรี่ขณะมีอายุน้อยกว่า 18 ปีร้อยละ 36 ของผู้สูบบุหรี่ เริ่มต้นสูบในช่วงอายุ 18–24 ปี จากสถิติดังกล่าวสะท้อนว่าผู้สูบบุหรี่ส่วนใหญ่เริ่มใช้ผลิตภัณฑ์นิโคตินตั้งแต่ยังเป็นเด็กและเยาวชน ซึ่งการเริ่มใช้นิโคตินตั้งแต่อายุน้อยจะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการเสพติดอย่างต่อเนื่องยาวนาน ประกอบกับในปัจจุบัน เด็กและเยาวชนกำลังตกเป็นเป้าหมายของการล่อลวงด้วยผลิตภัณฑ์นิโคตินรูปแบบใหม่ๆ และกลยุทธ์การตลาดผ่านสื่อดิจิทัลที่เข้าถึงได้ง่าย

ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐและสังคมจำเป็นต้องเปลี่ยนมุมมองและคำถามสำคัญ จากเดิมที่เน้นถามว่า “จะช่วยให้คนเลิกบุหรี่ได้อย่างไร” ไปสู่โจทย์ใหม่ว่า “จะทำอย่างไรไม่ให้คนรุ่นใหม่เริ่มสูบบุหรี่ตั้งแต่แรก” และเพื่อลดจำนวนผู้สูบรายใหม่ ลดภาระโรค ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข และความสูญเสียทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งถือเป็นการลงทุนด้านสุขภาพที่คุ้มค่า

นางสาวบังอร กล่าวว่า เพื่อการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวไปได้จึงจำเป็นต้องใช้ 4Ps เพื่อสนับสนุนนโยบาย TNFG ดังนี้

Product (ผลิตภัณฑ์) จัดการควบคุมรูปโฉม รสชาติ กลิ่น และรูปแบบของผลิตภัณฑ์นิโคตินชนิดใหม่ๆ

Place (สถานที่และจุดจำหน่าย) เร่งลดจำนวนจุดขายบุหรี่ในประเทศไทยที่มีมากกว่า 500,000 จุด รวมถึงลดช่องทางการเข้าถึงทั้งระบบออนไลน์และออฟไลน์

Promotion (การสื่อสารการตลาด) ปิดช่องทางการสื่อสารการตลาดของอุตสาหกรรมยาสูบ พร้อมรณรงค์สื่อสารเพื่อสร้างค่านิยมใหม่ในสังคม

Price (ราคาและภาษี) ใช้นโยบายภาษีและมาตรการทางราคาเพื่อลดความสามารถในการซื้อ (Affordability) ของเยาวชน

นางสาวบังดร กล่าวว่า ในขณะเดียวกันจะต้องสร้างการรับรู้ในวงกว้างว่า นโยบาย TNFG ไม่ใช่เรื่องของการห้ามหรือการละเมิดสิทธิของผู้สูบบุหรี่เดิม แต่เป็นการปกป้องเยาวชนคนรุ่นใหม่จากการเสพติดนิโคตินอย่างยั่งยืน โดยจำเป็นต้องใช้ยุทธศาสตร์ “พลังสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ซึ่งผสานพลังความรู้ พลังสังคม และพลังรัฐ/นโยบาย เข้าด้วยกัน เพื่อเอาชนะความท้าทายเชิงโครงสร้างและสร้างสังคมปลอดบุหรี่ให้เกิดขึ้นจริง รวมทั้งต้องมีการปกป้องกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะไม่ให้ถูกแทรกแซงจากอุตสาหกรรมยาสูบ

เด็กไทยเสียเงินหลักหมื่นต่อปีเพื่อซื้อบุหรี่

นายพชรพรรษ์ ประจวบลาภ เลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการซื้อบุหรี่ ของเด็กแต่ละคนนั้นสูงถึงหลักหมื่นบาทต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินจากผู้ปกครองและส่งผลกระทบต่อ ฐานะทางการเงินของครอบครัวอย่างมาก ซึ่งส่วนมากครอบครัวจะมีฐานะไม่ค่อยดี หากเยาวชนมีความรู้ด้านการลงทุน เงินจำนวนดังกล่าวสามารถเติบโตเป็นเงินหลักล้านได้ในอนาคต นอกจากนี้ ยังได้แนะนำ ยุทธศาสตร์การดึงเด็กหลังห้อง หรือกลุ่มเยาวชนที่สูบบุหรี่มาเป็นแกนนำในการรณรงค์ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จเพราะช่วยกระตุ้นให้เกิดแรงผลักดันจากเพื่อนรอบตัวในการเลิกสูบ สุดท้าย การเปิดใจรับฟังเยาวชนยังช่วยให้ได้ ข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ เช่น แหล่งที่ตั้งของร้านขายบุหรี่ไฟฟ้าลับที่ซ่อนสินค้าไว้ในถังน้ำแข็ง ซึ่งนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดยิ่งขึ้น

สสส.หนุนสร้างคนไทยมีสุขภาพดีทุกมิติ

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า บทบาทการทำงานสร้างเสริมสุขภาพของ สสส. ไม่ได้มีเพียงการส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพกายที่ดีเท่านั้นแต่ สสส. ดูแลครอบทุกมิติ ทั้งกาย ใจ ปัญญา และสังคม โดยใช้หลักการสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา สำหรับการขับเคลื่อนและป้องกันเยาวชนจากบุหรี่ สสส. ใช้ข้อมูลเชิงวิชาการ นำมาพัฒนานโยบายและมาตรการที่ทันสถานการณ์ พร้อมทำงานกับทุกภาคส่วนในสังคมร่วมขับเคลื่อนการควบคุมและป้องกันยาสูบ นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการดึงคนรุ่นใหม่มาเป็นแนวร่วมหนุนเสริมการทำงาน พร้อมปรับรูปแบบการสื่อสารให้ทันสมัย เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มทุกวัย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและปกป้องสังคมร่วมกัน