November 4, 2026
Latest:
ในประเทศ

ปลดล็อก ผู้สูงอายุ จาก “ภาระ” สู่ “คุณภาพชีวิตที่ดี”

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญหน้าการเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ประชาชนมีอายุยืนมากขึ้นแต่อัตราการเกิดกลับสวนทางต่ำลงที่มีอัตราการเกิดประมาณ 400,000 คนต่อปี สิ่งที่จะตามมาคือ ไทยจะขาดประชากรวัยทำงาน ขณะเดียวกันผู้สูงอายุเกิดการเจ็บป่วยมากขึ้น หากภาคประชาสังคม เอกชน และภาครัฐไม่ออกมาเคลื่อนไหวสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนทำงานและการเตรียมพร้อมการเข้าสู่ภาวะผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพ ไม่เป็นภาระกับคนรุ่นหลังแต่จะเปลี่ยนมาเป็นผู้คุณภาพชีวิตที่ดี

ในงานปณิธานรำลึก “ศ.เกียรติคุณ นพ.อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ”  ครั้งที่ 2 ได้จัดการเสวนาในหัวข้อ “ปฏิรูปสังคมสูงวัย ความสัมพันธ์ เสริมสร้างคุณค่ากายและใจ” เพื่อต้องการสื่อสารไปยังทุกภาคส่วนให้ตื่นตัวในการสร้างสุขภาวะผู้สูงอายุให้แข็งแรงสมวัย ไม่เป็นด้วยโรคNCDs ซึ่งการมีสุขภาพดีจำเป็นต้องเริ่มต้นจากการดูแลตนเองในด้านต่างๆรวมถึงการสนับสนุนจากนโยบายสาธารณะที่ช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาการสร้างความตระหนักรู้ด้านสุขภาพให้แก่ประชาชนเพื่อส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดีขึ้น

แนะแพทย์แนะนำทุกกลุ่มดูแลสุขภาพตนเองอย่ารอจนแก่

รศ.ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 5 พบว่าช่วง 30 ปีที่ผ่านมาโครงสร้างประชากรไทยเปลี่ยนแปลง มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นจาก 8.1% ในปี 2538 เป็น  21.4% ในปี 2568 เป็นสัญญาณว่าไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์และกำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุสุดยอด ผู้สูงอายุป่วยโรค NCDs มากที่สุดคือ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันสูง รวมกันถึง 12.2 ล้านคน คิดเป็น 87% ของการเจ็บป่วยของผู้สูงอายุทั้งหมด การอบรมให้ความรู้ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงในกลุ่มเบาหวานความดันอาจไม่ทันเวลา เพราะจากการสำรวจปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ เช่น อ้วน ดื่มสุรา สูบบุหรี่ พบเริ่มตั้งแต่วัยรุ่น และพบสูงสุดในวัยทำงาน แต่ช่วงสูงอายุปัจจัยเสี่ยงแนวโน้มลดลง ขณะที่โรค NCDs เบาหวาน ความดัน เริ่มสูงตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป ส่งผลให้ผู้สูงอายุไทยที่มี สุขภาพดีและปลอดโรคมีเพียง 13% เท่านั้น

รศ.ดร.พญ.เริงฤดี กล่าวว่า ทั้งนี้การปรับเปลี่ยนมุมมองนโยบายที่ผ่านมามักจะมองการทำงานเฉพาะการรักษาโรค NCD, ระบบการดูแลระยะยาว (Long Term Care), หรือการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง แต่ส่วนตัวเสนอว่า ควรมองย้อนกลับไปเน้น กลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน (กลุ่มก่อนวัยสูงอายุ) เพื่อสร้างเสริมสุขภาพและลดปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ส่วนการมุ่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรืออบรมให้ความรู้ตอนเป็นผู้สูงอายุแล้วอาจช่วยได้น้อย เพราะปัจจัยเสี่ยงได้สะสมมานานหลายสิบปีก่อนหน้านั้น ซึ่งแพทย์มักให้คำแนะนำสุขภาพกับกลุ่มผู้สูงอายุ  แต่กลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงสุด กลับแทบไม่ค่อยได้รับคำแนะนำ

ส่วนข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย การลดปัจจัยเสี่ยงต้องไม่พึ่งพาเพียงการรณรงค์ให้ความรู้เป็นรายบุคคลต้องขับเคลื่อนควบคู่ไปกับ นโยบายสาธารณะ (Public Policy) และ การปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม (Environmental Adjustment) ตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก

เสนอ 5 นโยบายสาธารณะเพื่อสังคมผู้สูงอายุ

นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ประธานกรรมการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ(มสช.) กล่าวว่า สูงวัยไม่ใช่ตัวถ่วงเศรษฐกิจ หรือสร้างภาระให้กับประเทศ เราสามารถสร้างสังคมสูงอายุที่น่าอยู่ได้ โดยมีข้อเสนอนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมสูงอายุที่ยั่งยืนอย่างมีคุณภาพ 5 ด้าน 1.นโยบายสาธารณะและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพทุกช่วงอายุ เช่น ลดปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เพิ่มศักยภาพตั้งแต่วัยเด็ก ลดการเสพติด ลดอุบัติเหตุทางถนน จัดการปัจจัยเสี่ยงทางสังคมและธุรกิจที่ก่อโรค NCDs 2.ระบบบริการสาธารณสุขที่ออกแบบและจัดการใหม่ เน้น 4 ลด 3 เพิ่ม คือ ลดมาโรงพยาบาล ลดนอนโรงพยาบาล ลดมาห้องฉุกเฉิน ลดภาระงานโรงพยาบาลใหญ่ เพิ่มคุณภาพการดูแล/ดูแลด้วยหัวใจ เพิ่มความมั่นใจร่วมดูแลสุขภาพของผู้ป่วย ครอบครัว ชุมชน และเพิ่มความไว้วางใจในกลไกใกล้บ้าน พร้อมมีการดูแลระยะท้ายอย่างมีคุณภาพ 3.ความมั่นคงทางการเงินที่มีมากกว่าระบบบำนาญแห่งชาติ โดยรัฐต้องดูแลให้ทุกคนมีความมั่นคงทางการเงิน กลไกการออมต้องมั่นคง และมีระบบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ ลดภาระและความเสี่ยงทางการเงินเมื่อสูงวัย 4.ชุมชนที่เป็นมิตรกับสังคมสูงอายุ โดยสร้างความเข้มแข็งของชุมชนให้เป็นฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจ บริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างบริการสาธารณะที่ลดการแยกตัว เพิ่มการเอาใจใส่ดูแลกัน 5.ส่งเสริมการมีงานทำที่เหมาะสมกับสภาวะทางร่างกายและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม

สรุปได้ว่า ผู้สูงอายุไม่ใช่ตัวถ่วงหรือภาระทางเศรษฐกิจ หากมีนโยบายสาธารณะเชิงรุกและปัจจัยเอื้อที่เหมาะสม โดยการสร้างสังคมสูงวัยที่ดีต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากทั้งรัฐบาล ครอบครัว และชุมชนร่วมกัน

รัฐต้องกำหนดนโยบายสาธารณะ เพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพดี

ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า นโยบายสาธารณะที่ดีคือกุญแจสู่สุขภาวะในผู้สูงอายุ เพราะผู้สูงอายุที่สุขภาพไม่ดีเป็นหนึ่งในความเสี่ยงขั้นหายนะต่อสุขภาพโลกในศตวรรษที่ 21 โดย 3 ใน 4 ของสาเหตุการตายของทั่วโลกมาจากโรค NCDs ทั้งที่สามารถป้องกันได้ โดยลดปัจจัยเสี่ยงหลักคือ บุหรี่ สุรา อาหารไม่ดีต่อสุขภาพ มลพิษในอากาศ และการออกกำลังกาย ซึ่งขณะนี้องค์การอนามัยโลก แนะนำให้ทุกประเทศให้ความสำคัญกับปัจจัยเชิงพาณิชย์กำหนดสุขภาพ (Commercial Determinants of Health: CDoH) คือ ธุรกิจที่มีส่วนสร้างภาระสุขภาพ ควรมีส่วนรับผิดชอบด้วย ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับ Earmarked Tax หรือภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ ขณะที่มาตรการที่มีประสิทธิภาพสูง (Best Buys) คือ นโยบายหรือกฎหมาย ยกตัวอย่างการลดยาสูบ เช่น มาตรการขึ้นภาษี ซองบุหรี่แบบเรียบ คำเตือนขนาดใหญ่ ห้ามโฆษณา/ส่งเสริมการขาย ห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ/ที่ทำงาน และการจำกัดจุดขาย ดังนั้น จึงต้องเพิ่มประสิทธิภาพการชี้แนะการผลักดันให้รัฐบาลกำหนดนโยบายสาธารณะ เพื่อสุขภาพของประชาชนทุกวัยโดยเฉพาะผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมการมีสุขภาพดีของประชาชน

“อภิสิทธิ์” ย้ำ รัฐต้องใช้มาตรการทางภาษีเข้ามาควบคุม

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเป็น สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ด้วยความเร็วสูง และจะขึ้นสู่ระดับสูงสุดในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อระบบสุขภาพและสาธารณสุขทั้งหมด การจัดระบบสุขภาพสำหรับสังคมสูงวัยที่ผ่านมามักคิดถึงแต่คนที่สูงอายุแล้ว แต่ในความเป็นจริง ภาระค่าใช้จ่ายและโรคไม่ติดต่อ (NCDs) มีสาเหตุมาจากพฤติกรรมสุขภาพ

ข้อเสนอเชิงนโยบายและการควบคุมปัจจัยเสี่ยง การรณรงค์ให้ความรู้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาปัจจัยเสี่ยง (เช่น เหล้า บุหรี่ อาหารหวานมันเค็ม) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสิ่งที่ได้ผลมากกว่าคือการใช้นโยบายสาธารณะ ได้แก่ มาตรการทางภาษีที่ครอบคลุมทั้ง บุหรี่, บุหรี่ไฟฟ้า, สุรา, น้ำตาล รัฐต้องเข้ามากำกับดูแล “ภาคธุรกิจ” ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นสำคัญให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพ ซึ่งอยู่ในวิสัยที่รัฐสามารถควบคุมได้