ในประเทศ

สสส.-ARSA เปิดตัว “วิสาหกิจเพื่อสังคม ARSA” สร้างนวัตกรรมสุขภาพขับเคลื่อนสิทธิ-แก้ปัญหาตั้งครรภ์ไม่พร้อมในไทยอย่างยั่งยืน

“สสส.-ARSA ผนึกกำลังเปิดตัว “วิสาหกิจเพื่อสังคม ARSA” สร้างนวัตกรรมสุขภาพขับเคลื่อนสิทธิ-แก้ปัญหาตั้งครรภ์ไม่พร้อมในไทยอย่างยั่งยืน เปิดสถิติสายด่วนท้องไม่พร้อม 94.2% ตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์ สสส. สนับสนุนเครือข่ายส่งต่อบริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย หรือ RSA เปิดผลงาน 10 ปี ช่วยพัฒนากลไก-สร้างเครือข่าย-ต่อยอดนวัตกรรมบริการสุขภาพออนไลน์ สนับสนุนทางเลือกให้หญิงท้องไม่พร้อมเข้าสู่บริการทางการแพทย์ที่ปลอดภัย การมีระบบส่งต่อ RSA ส่งผลให้ลดการตกเลือด/ติดเชื้อในกระแสเลือดได้ปีละมากกว่าหมื่นราย และปัจจุบันไม่มีผู้เสียชีวิตจากการทำแท้งไม่ปลอดภัย

สมาคมพัฒนาเครือข่ายอาสา RSA ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดตัว “วิสาหกิจเพื่อสังคม ARSA (ARSA Social Enterprise)” ประกาศความสำเร็จในการยกระดับองค์กรจากหน่วยงานภาคประชาสังคม สู่การเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (สวส.) อย่างเป็นทางการ

นพ.นิรันดร์ ชัยศรีสุขอำพร นายกสมาคมพัฒนาเครือข่ายอาสา RSA กล่าวว่า สมาคมฯ ทำงานร่วมกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ในการพัฒนาระบบส่งต่อการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ที่ปลอดภัย และทำงานร่วมกับ สสส. มาตั้งแต่ปี 2558 โดยมุ่งเพิ่มจำนวนสถานพยาบาลที่ให้บริการยุติการตั้งครรภ์และระบบส่งต่อให้ผู้หญิงที่ประสบปัญหาเรื่องท้องไม่พร้อม สามารถเข้าถึงสิทธิในการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และมีศักดิ์ศรี ลดการป่วยหรือสูญเสียชีวิตจากการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย โดยมีเว็บไซต์ rsathai.org ให้ข้อมูลบริการที่ปลอดภัย ต่อมาในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด19 ได้พัฒนาต่อยอดนวัตกรรมบริการออนไลน์ RSA Online สำหรับบริการปรึกษา และ RSA Prompt สำหรับการดูแลรักษาทางการแพทย์ โดยในปี 2569 มีการใช้บริการปรึกษาผ่าน RSA Online เฉลี่ยถึง 14,562 ครั้งต่อเดือน ความสำเร็จจากนวัตกรรมออนไลน์ได้ถูกนำไปสู่การสร้างรายได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน โดยได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการจากมูลนิธิยูนุส ประเทศไทย (Yunus Thailand) ทั้งนี้รายได้ของสมาคมฯ หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะถูกนำกลับมาพัฒนาระบบบริการสุขภาพให้ผู้หญิงทุกคนเข้าถึงทางเลือกที่ปลอดภัย และส่งเสริมการเกิดที่พร้อมและมีคุณภาพ

ด้าน ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าแต่ละปีทั่วโลกมีการยุติการตั้งครรภ์ 73 ล้านครั้ง โดย 6 ใน 10 ของการตั้งครรภ์ไม่พร้อม จะจบลงด้วยการยุติการตั้งครรภ์ ส่วนข้อมูลของไทย จากสายด่วนปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม ระหว่างวันที่ 1 ต.ค. 2567-30 ก.ย. 2568 มีผู้ขอรับคำปรึกษาทางโทรศัพท์และออนไลน์ 61,413 ราย พบว่าตั้งครรภ์แล้ว 53,906 ราย คิดเป็น 87.8% ในจำนวนนี้มีผู้ตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์ 94.2% โดยตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา สสส. ร่วมกับภาคีเครือข่ายและหน่วยงานภาครัฐ ขับเคลื่อนนโยบาย และพัฒนาแนวปฏิบัติและการป้องกันการท้องไม่พร้อมและการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย อาทิ ร่วมผลักดันการแก้ไข หรือออกกฎหมายใหม่ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการตั้งครรภ์คุณภาพ หากจำเป็นต้องยุติการตั้งครรภ์ต้องเป็นบริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย

ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ สสส. ยังร่วมกับเครือข่ายอาสา RSA กรมอนามัย พัฒนาศักยภาพและเพิ่มจำนวนบุคลากรในสถานบริการทั่วประเทศ ทำให้ปัจจุบันเครือข่าย RSA มีแพทย์อาสา 228 คน สหวิชาชีพ 871 คน มีสถานบริการทางการแพทย์มากกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ และร่วมพัฒนาระบบส่งต่อดูแลรักษาในระบบการแพทย์ทางไกล นอกจากนี้ ยังร่วมกับ สปสช. พัฒนาการเบิกจ่ายที่สอดคล้องกับบริการท้องไม่พร้อม อาทิ ค่าตรวจการตั้งครรภ์ ค่าปรึกษาทางเลือกท้องไม่พร้อม ค่าอัลตราซาวนด์เพื่อทราบอายุครรภ์ ค่าบริการยุติการตั้งครรภ์ และการคุมกำเนิดกึ่งถาวรเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ซ้ำ ตลอดจนร่วมพัฒนาช่องทางสื่อสารสาธารณะผ่านเว็บไซต์ rsathai.org และโซเชียลมีเดีย เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น

“สสส. ขับเคลื่อนและสนับสนุนทางเลือกให้กับผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อมสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ปลอดภัย เพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิตจากบริการที่ไม่ปลอดภัยหรือการซื้อยาทางอินเทอร์เน็ตได้จำนวนมาก จากมีผู้เสียชีวิตจากการยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่ปลอดภัย 24 คน ในปี 2556 ลดลงเหลือ 4 คนในปี 2562 ซึ่งปัจจุบันไม่พบผู้เสียชีวิตแล้ว และยังลดการตกเลือด/ติดเชื้อในกระแสเลือดได้ปีละมากกว่าหมื่นราย จนในวันนี้ RSA พัฒนาทั้งเครือข่ายคนทำงาน หน่วยงานบริการ รวมถึงนวัตกรรมในการส่งต่อบริการสุขภาพแบบออนไลน์ สามารถพึ่งพาตนเองได้ในรูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคม ถือเป็นโมเดลต้นแบบของการเติบโตที่เข้มแข็งและสร้างนวัตกรรมสุขภาพที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศต่อไป” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว