สสส.- คิด for คิดส์ เผยสถานการณ์เด็ก-ครอบครัว ปี 69 พบเด็ก-เยาวชนไทยพัฒนาการถดถอย 17%ต้องหลุดระบบการศึกษา
สสส.- คิด for คิดส์ เผยสถานการณ์เด็ก-ครอบครัว ปี 69 พบเด็ก-เยาวชนไทยพัฒนาการถดถอย 17%ต้องหลุดระบบการศึกษา เผชิญภาวะโภชนาการพัง “เตี้ยแกร็น-น้ำหนักเกิน” ภัยสู้รบชายแดน ผลักเด็กเสี่ยงป่วยซึมเศร้า ห่วงเด็ก 1.8 ล้านคน ป่วยโรคมลพิษทางอากาศ คนวัยทำงานกลายเป็น “เดอะแบก” รับภาระครอบครัวสูงวัย เร่งสานพลังภาครัฐ-เอกชน-ประชาสังคม ดันนโยบายสาธารณะโอบอุ้มเด็ก-เยาวชน-ครอบครัวไทยอย่างเท่าเทียม

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 2 ก.ค. 2569 ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับศูนย์นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด for คิดส์) จัดงานเสวนาสาธารณะ “เชื่อมช่องว่างเส้นทางการพัฒนาเด็กไทย: รายงานสถานการณ์เด็กและครอบครัว ปี 2569” พร้อมเปิดเวทีชวนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และนักวิชาการ ร่วมหารือแนวทางขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อโอบอุ้มเด็กไทยทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 4 สสส. กล่าวว่า งานเวทีเสวนาสาธารณะ รายงานสถานการณ์เด็กฯ ปี 2569 ที่จัดขึ้นครั้งนี้ เป็นพื้นที่สำคัญที่เปิดให้นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และให้ข้อเสนอแนะนโยบายดูแลคุณภาพชีวิตเด็กและครอบครัว ที่ครอบคลุมทั้งด้านการวางรากฐานสุขภาวะเด็กปฐมวัย การจัดการปัญหายาเสพติดและความรุนแรง รวมถึงการปรับปรุงระบบคุ้มครองทางสังคมที่รองรับโครงสร้างครอบครัวในอนาคต ซึ่งรายงานสถานการณ์เด็กฯ ปี 2569 ยังได้สะท้อนให้เห็นถึง “ช่องว่าง (Gaps)” ที่สำคัญในสังคมไทย 3 มิติ 1.ความเหลื่อมล้ำระหว่างประชากรต่างกลุ่ม 2.นโยบายที่รัฐจำเป็นต้องแก้ไข 3.บทบาทการประสานพลังระหว่างภาครัฐกับภาคสังคม

นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า เด็ก เยาวชน และครอบครัวไทย กำลังเผชิญกับความท้าทายกับวิกฤตความเหลื่อมล้ำโครงสร้างประชากรและการศึกษา ส่งผลให้เกิดช่องว่างในเส้นทางการเติบโตของเด็กในครอบครัวที่มีรายได้น้อย และกลุ่มเปราะบางขยายตัวเพิ่มขึ้น การแก้ปัญหาจึงไม่สามารถใช้กรอบประสบการณ์เดิมมาออกแบบนโยบายได้ แต่จำเป็นต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องและเท่าทันความจริง
โดยรายงานสถานการณ์เด็กฯ ปี 2569 มีการเก็บข้อมูลจากกลุ่มเด็กและเยาวชนอายุ 15-25 ปี ทั่วประเทศ จำนวน 13,201 คน ผ่านการจัดทำแบบสอบถามและการเก็บข้อมูลภาคสนามเพื่อศึกษาเชิงลึก นำมาวิเคราะห์ประกอบกับประเด็นสำคัญทางด้านเศรษฐกิจและสังคม สะท้อนให้เห็นสถานการณ์จริงที่เด็กและครอบครัวต้องเผชิญ ซึ่งถือเป็นชุดข้อมูลสำคัญที่จะสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และผลักดันให้สุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัวกลายเป็นวาระแห่งชาติต่อไป

นายวรดร เลิศรัตน์ หัวหน้าทีมเครือข่ายวิจัยและนโยบาย ศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว กล่าวว่า รายงานสถานการณ์เด็กฯ ปี 2569 พบช่องว่างต้องเร่งแก้ปัญหา 8 ด้านสำคัญ 1.พัฒนาการเด็กปฐมวัยถดถอย ผลสำรวจเด็กปฐมวัยไทยอายุ 3-5 ปี ปี 2568 โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พบเด็กปฐมวัยไทย 17% หลุดจากระบบการศึกษา เหตุจากครอบครัวยากจน ไม่มีเวลาสนับสนุนการศึกษา และการจัดการเรียนรู้ไม่ตอบโจทย์พัฒนาการเด็ก 2.ปัญหาทุพโภชนาการเรื้อรัง พบการขาดสารอาหารหรือโภชนาการที่ไม่เหมาะสมในเด็กทุกกลุ่มวัย รายงานข้อมูลเด็กและเยาวชนไทยประสบปัญหาทุพโภชนาการสองด้าน ปี 2563-2569 โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบเด็กปฐมวัยอายุ 0-5 ปี มีภาวะเตี้ยแกร็น เด็กและเยาวชนอายุ 6-18 ปี มีภาวะนํ้าหนักเกิน 3.เยาวชนถูกคุกคามจากคนรอบตัวและโลกออนไลน์ พบ 9% ของเด็กและเยาวชนอายุ 12-17 ปี เคยถูกคุกคามและแสวงหาประโยชน์ทางเพศออนไลน์

นายวรดร กล่าวต่อว่า 4.เด็กแนวชายแดนหนีภัยสู้รบ กลุ่มเด็กเปราะบางชายแดนขาดการปกป้อง คุ้มครอง และเยียวยาที่ได้มาตรฐาน เสี่ยงป่วยซึมเศร้าและวิตกกังวล 2-4 เท่า 5.ภาระหนักอึ้งของคนรุ่นใหม่ ต้องแบกรับภาระดูแลครอบครัวท่ามกลางสังคมสูงวัย โดยขาดสวัสดิการและการสนับสนุนที่เพียงพอ โดย UN Population Data Portal คาดการณ์ว่า ภายในปี 2609 ไทยจะมีผู้สูงวัยที่มีภาวะพึ่งพิงเพิ่มขึ้นเป็น 63.8% ส่งผลให้คนวัยทำงานต้องดูแลผู้สูงวัยเพิ่มขึ้น 6.เด็ก-เยาวชนป่วยจากโรคติดต่อและสิ่งแวดล้อม พบเด็กไทยอายุไม่เกิน 24 ปี ป่วยโรคมลพิษทางอากาศ 1.8 ล้านคน 7.เยาวชนเข้าบำบัดยาเสพติดมากขึ้น ผลสำรวจเยาวชนเข้าบำบัดยาเสพติด ปี 2568 โดยศูนย์วิชาการเสพติด มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล พบเด็กและเยาวชน 79% เสพยาบ้าเพราะราคาถูกและเข้าถึงง่าย 8.เยาวชนหญิงถูกสังคมกดทับให้เผชิญปัญหาสุขภาพใจรุนแรง ผลสำรวจผู้ป่วยโรคซึมเศร้าปี 2568 โดยกรมสุขภาพจิต พบเพศหญิงป่วยโรคซึมเศร้า มากกว่าเพศชาย 2-3 เท่าตัว
“รายงานสถานการณ์เด็กฯ ปี 2569 ได้นำเสนอทางออกนโยบายสาธารณะสำคัญ 5 ด้าน 1.เปลี่ยนวิธีทำงานภาครัฐ ด้วยการคืนอำนาจสู่ท้องถิ่น และบูรณาการข้อมูลที่โปร่งใส 2.เสริมหลักประกันการลงทุนในเด็กและครอบครัวให้ทั่วถึงและมีคุณภาพ 3.กำกับดูแลธุรกิจให้นึกถึงผลประโยชน์เด็ก เยาวชน และครอบครัว
4.เปิดพื้นที่สร้างการมีส่วนร่วมระหว่างเอกชน ประชาสังคม และประชาชน 5.สนับสนุนการวิจัยนโยบายและสื่อสารความรู้กับทุกภาคส่วน โดยภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จำเป็นต้องร่วมมือกันขับเคลื่อนเพื่ออุดช่องว่างการพัฒนาสุขภาวะ เด็ก เยาวชน และครอบครัว” นายวรดร กล่าว

