สสส.จับมือเครือข่ายหมอจัดทำคู่มือ”แนวทางวินัจฉัย-รักษาโรค EVALI” ครั้งแรกของไทย
เผยสถิติ 5 ปี พบเด็ก เยาวชน วัยรุ่น คนทำงานตกเป็นเหยื่อบุหรี่ไฟฟ้าอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้กลุ่มเด็กและเยาวชนป่วยด้วยโรค EVALIจำนวนมาก อีกทั้งแนวทางการรักษาโรคยังมีความซับซ้อน หากวินิจฉัยโรคได้ล่าช้าอาจเสี่ยงชีวิต สสส.และเครือข่ายหมอเร่งสร้าง “แนวทางวินัจฉัย-รักษาโรค EVALI” ครั้งแรกของไทย เพื่อให้กระทรวงสาธารณสุขนำไปใช้เป็นแนวทางการวินิจฉัยและรักษาโรค EVALI พร้อมให้รายงานเข้าส่วนกลางเพื่อเป็นแนวทางในการรักษาและป้องกันเยาวชนไม่ตกเป็นเหยื่อของบุหรี่ไฟฟ้า
โรค EVALI (E-cigarette or Vaping product use-Associated Lung injury ) หรือโรคปอดอักเสบรุนแรงเฉียบพลัน คือ ภาวะปอดอักเสบรุนแรงที่เกิดจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า หรือผลิตภัณฑ์ไอระเหย สารเคมีในบุหรี่ไฟฟ้าจะเข้าไปทำลายเนื้อปอด ทำให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง หายใจลำบาก และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
สำหรับประเทศไทยกลุ่มเด็กและเยาวชนได้รับผลกระทบจากบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเงียบๆ และมีแนวโน้มจำนวนคนสูบมากขึ้น และมีผู้ป่วยที่เป็นเด็กและเยาวชนป่วยด้วยโรคEVALI มากขึ้น หากแพทย์ผู้ทำการรักษาไม่ได้ซักถามประวัติว่าผู้ป่วยสูบบุหรี่ไฟฟ้าหรือไม่ อาจส่งผลกระทบต่อการรักษาได้ อีกทั้งโรคEVALI ไม่ได้เป็นโรคที่กฎหมายให้ต้องรายงานเข้ากระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้การรักษาโรคดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้น แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เครือข่ายวิชาชีพแพทย์ ในการควบคุมการบริโภคยาสูบ แพทยสภา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สมาคมเวชบำบัดวิกฤตแห่งประเทศไทย และสมาคมอุรเวชแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกันประกาศ “แนวทางปฏิบัติการวินิจฉัยและดูแลรักษาผู้ป่วย EVALI ระดับประเทศ” และส่งมอบให้กับกระทรวงสาธารณสุขเพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติฯให้กับโรงพยาบาลและสถานพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
ให้ รพ.และสถานพยาบาลทั่วประเทศนำไปปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกัน

รศ.นพ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา นายกสมาคมเวชบำบัดวิกฤตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แนวทางปฏิบัติในการวินิจฉัยภาวะปอดอักเสบ EVALI ฉบับมาตรฐาน มีเป้าหมาย 1.มาตรฐานการวินิจฉัย (Standardized Diagnosis) ให้แพทย์ทั่วประเทศมีเกณฑ์การคัดกรอง ซักประวัติ และตรวจทางรังสีวิทยาที่เป็นระบบเดียวกัน เพื่อตรวจพบโรคได้เร็ว ลดอัตราการเสียชีวิต 2.ระบบการรายงานที่มีประสิทธิภาพ (Mandatory Reporting System) กำหนดให้โรค EVALI เป็นโรคที่ต้องรายงานเข้าระบบเฝ้าระวังทันที เพื่อให้ประเทศมีฐานข้อมูล (Big Data) ที่ถูกต้องสำหรับการติดตามสถานการณ์และเตือนภัยสังคม 3.ส่งต่อข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย (Data-Driven Policy) นำข้อมูลเชิงระบาดวิทยาไปสนับสนุนมาตรการทางกฎหมายและการห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้ โรงพยาบาลและสถานพยาบาลทุกระดับทั่วประเทศสามารถนำไปปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกัน
สธ.ขานรับแนวทางปฏิบัติการวินิจฉัยและดูแลรักษาผู้ป่วย EVALI สู่การรักษามาตรฐานเดียวกัน

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า ในการที่เราจะปกป้องเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างไร ก้าวที่สำคัญคือเราต้องสามารถวินิจฉัยและรักษา ส่วนที่สำคัญคือ การเฝ้าระวังและสอบสวนโรคและสามารถนำเคสผู้ป่วยจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้ามาอย่างยาวนาน ที่ซ่อนตัวอยู่ในหลายจังหวัดและไม่ได้ถูกเผยแพร่ให้ประชาชนทราบ ทำให้เด็กส่วนใหญ่คิดว่าปลอดภัยจากช่องทางต่างๆ เช่น เกมออนไลน์ ส่วนการนำข้อมูลที่ผ่านการสอบสวนและดูแลให้ปลอดภัยมาแล้ว เพื่อนำไปสู่การเฝ้าระวังและส่งต่อให้กับผู้บังคับใช้กฎหมายต่อไป
ปัจจุบันมีคนไทยสูบบุหรี่ไฟฟ้ามากเกือบ 1 ล้านคน แต่มีรายงานป่วยโรค EVALI เข้ามาในระบบน้อย ไม่ใช่ว่าไม่มีผู้ป่วย แต่เป็นเพราะระบบรายงานโรคซับซ้อน กระบวนการวินิจฉัยยังไม่ชัดเจน และโรคนี้ไม่ได้ผูกพันตามกฎหมายให้ต้องรายงานเข้าส่วนกลาง แต่ในทางปฏิบัติบุคลากรการแพทย์พบผู้ป่วยที่มีอาการไอ เหนื่อย หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก บางคนหายใจล้มเหลวต้องใส่เครื่องช่วยหายใจอยู่เป็นระยะๆ ซึ่งหากวินิจฉัยล่าช้า ก็มีโอกาสเสียชีวิตสูงถึง 10% ดังนั้น สธ. จึงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแนวทางปฏิบัติการวินิจฉัยและดูแลรักษาผู้ป่วย EVALI ระดับประเทศ รวมถึงคู่มือแนวทางปฏิบัติฯ เพื่อเป็นมาตรฐานในการดูแลรักษาโรคดังกล่าว
“ผมขอประกาศนโยบายและขอความร่วมมือไปยังสถานพยาบาลทุกระดับ ทั้งภาครัฐ เอกชน ให้มีความตื่นตัว คัดกรอง วินิจฉัย และรายงานผู้ป่วยเข้าสู่ระบบเฝ้าระวังโรคของกรมควบคุมโรคอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประเทศไทยมีข้อมูลเชิงประจักษ์ในการกำหนดนโยบายปกป้องสุขภาพประชาชนจากบุหรี่ไฟฟ้าอย่างแม่นยำ” นายพัฒนา กล่าว
สถิติพบวัยรุ่นสูบบุหรี่ไฟฟ้าพุ่งสูงแบบก้าวกระโดด

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า จากข้อมูลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยครั้งที่ 7 พบเด็กและเยาวชน อายุ 10-14 ปี เคยสูบบุหรี่ไฟฟ้าสูงถึง 7.1% ในจำนวนนี้กลายเป็นผู้สูบประจำถึง 1.6% ทั้งหญิงและชายในสัดส่วนเท่ากัน และยังพบวัยรุ่นอายุ 15-29 ปี มีแนวโน้มสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 3.6% เป็น 8.4% ภายใน 5 ปี โดยเฉพาะวัยรุ่นหญิงที่มีอัตราการสูบเพิ่มขึ้น 3.1 เท่า ทั้งนี้ กรุงเทพฯ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีอัตราการสูบชุก และแพร่ระบาดในกลุ่มวัยรุ่นสูงที่สุดในประเทศ ที่น่ากังวลคือพบเด็กอายุ 6-14 ปี มากถึง 57.6% ซึ่งไม่ได้เป็นผู้สูบเองแต่ได้รับอันตรายจากควันบุหรี่มือสอง ส่วนใหญ่ได้รับควันจากที่บ้าน ตลาดสด ตลาดนัด และสถานศึกษา
“ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าภัยเงียบนี้คุกคามถึงระดับครอบครัวและเด็กเล็กอย่างน่ากังวล มีความเสี่ยงสูงมากที่จะทำให้ป่วยโรค EVALI และพรากอนาคตของเยาวชนไปแบบไม่รู้ตัว ที่ผ่านมา ไทยพบผู้ป่วยอย่างไม่เป็นทางการแล้ว 17 ราย ใน 9 จังหวัด เกินครึ่งมีอายุน้อยกว่า 15 ปี และเป็นผู้ป่วยที่ยืนยันภาวะปอดอักเสบจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า 2 ราย

ดังนั้นความร่วมมือที่สำคัญระหว่างแพทยสภา สธ.และ สสส.ในการทำแนวทางปฎิบัติการดูแล-รักษาผู้ป่วยEVALI ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจโดยทั่วไปแนวทางเวชปฏิบัติจะระบุถึงแค่การวินิจฉัยและการรักษา แต่ในแนวทางนี้ได้ระบุเพิ่มเติมการเฝ้าระวังและการสอบสวนผู้ป่วย EVALI คือ นอกจากเกณฑ์การวินิจฉัย ซักถามเด็ก อยาวชน หรือผู้ป่วยที่มีภาวะปอดอักเสบอาจมีความสัมพันธ์กับบุหรี่ไฟฟ้าได้ ซึ่งเกณฑ์การวินิจฉัยเป็นเรื่องที่สำคัญ และหัวใจของแนวทางนี้คือระบบการเฝ้าระวัง รวมทั้งการรายงานและสอบสวน ซึ่งจะได้ข้อมูลว่าเด็กที่ป่วยด้วยโรคEVALI นั้นซื้อบุหรี่ไฟฟ้ามาจากไหน นำมาอย่างไร ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะส่องต่อเข้าระบบเฝ้าระวังและสามารถรวบรวมได้ว่าใน 1 ปี สามารถแยกแยะว่ามีผู้ป่วย EVALI กี่คน เป็นเด็กกี่คน ซื้อมาจากไหน ข้อมูลต่างๆอาจส่งต่อให้กับตำรวจเพื่อให้เจ้าหน้าที่ไปดำเนินการต่อ การทำงานในครั้งนี้จะเป็นก้าวที่สำคัญในการที่จะคืนข้อมูลให้กับประชาชน ผู้ปกครองหน่วยงานต่างๆ เพื่อที่จะรับรู้ถึงอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า และสามารถต่อสู้กับคำลวงของบริษัทบุหรี่ไฟฟ้าได้
แนวทางการรักษาผู้ป่วย EVALI ที่ประกาศใช้วันนี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญช่วยป้องกัน รักษาชีวิตคนไทยได้ทันท่วงที สสส. จะทำหน้าที่เชื่อมประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเร่งสื่อสารสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชน ซึ่งขณะนี้ได้พัฒนาเว็บแอปพลิเคชันเตือนภัยบุหรี่ไฟฟ้าในรูปแบบ Interactive Microsite เพื่อเป็นสื่อกลางออนไลน์ที่สร้างความตระหนักรู้ให้แก่กลุ่มเป้าหมายอายุ 4-18 ปี สร้างการมีส่วนร่วม เรียนรู้อันตราย ผลกระทบทางสุขภาพจากบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อป้องกันไม่ให้เด็ก เยาวชนตกเป็นเหยื่อ ทดลองเรียนรู้ได้ที่ https://thaihealth.dpevent.com/prod” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

