เปิดตัว “HUB OF TALENT: DATA CENTER, AI, AND SMART ENERGY MANAGEMENT TECHNOLOGIES”
เปิดตัว “HUB OF TALENT: DATA CENTER, AI, AND SMART ENERGY MANAGEMENT TECHNOLOGIES” ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีศูนย์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และการจัดการพลังงานอัจฉริยะ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี จัดการประชุมเปิดตัว “HUB OF TALENT: DATA CENTER, AI, AND SMART ENERGY MANAGEMENT TECHNOLOGIES” หรือศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีศูนย์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และการจัดการพลังงานอัจฉริยะ พร้อมแต่งตั้งที่ปรึกษา คณะกรรมการบริหาร และคณะกรรมการของศูนย์ฯ ในวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุมจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ชั้น 2 อาคาร วช.1 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

การจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้บริบทที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจฐานปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มรูปแบบ โดยเทคโนโลยีศูนย์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ ระบบประมวลผลขั้นสูง Cloud Computing และ Big Data ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขณะเดียวกัน การเติบโตของ AI และบริการดิจิทัลได้จึงก่อให้เกิดความต้องการใช้พลังประมวลผลและพลังงานในระดับสูง ทำให้การบริหารจัดการพลังงานอย่างอัจฉริยะ หรือ Smart Energy Management กลายเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ประเทศไทยมีศักยภาพสำคัญหลายด้าน ทั้งระบบไฟฟ้าขนาดใหญ่ ทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อุปสงค์ภายในประเทศ และความสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังจำเป็นต้องเร่งพัฒนาทุนมนุษย์ บุคลากรเชิงลึก เทคโนโลยีเฉพาะทาง ระบบพลังงานสะอาด ตลอดจนกลไกการขับเคลื่อนแบบบูรณาการ เพื่อให้สามารถยกระดับประเทศจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” ไปสู่ “ผู้พัฒนา ผู้กำหนดทิศทาง และศูนย์กลางเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของภูมิภาค” HUB OF TALENT: DATA CENTER, AI, AND SMART ENERGY MANAGEMENT TECHNOLOGIES จึงได้รับการจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็น “ศูนย์กลางแห่งองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และผู้เชี่ยวชาญ” ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และภาควิจัยเข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างระบบนิเวศด้าน Data Center, AI, และ Smart Energy Management Technologiesให้มีความเข้มแข็ง เป็นรูปธรรม และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

ศูนย์แห่งนี้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาบุคลากรคุณภาพสูง หรือ Hybrid Talent ที่สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้หลายมิติ ได้แก่ Data Center, AI, Cloud, Power, Cooling, Facility Management และ Energy Efficiency เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ รวมทั้งทำหน้าที่เป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญจากทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ มาตรฐาน แนวปฏิบัติที่ดี และแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ
กลุ่มผู้ได้รับประโยชน์จากศูนย์ประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐที่ต้องการพัฒนานโยบายด้านดิจิทัล
และพลังงาน ภาคเอกชนและผู้ประกอบการด้าน Data Center, Cloud, AI, Energy และ Digital Infrastructure สถาบันการศึกษา นักวิจัย อาจารย์ นักศึกษา บุคลากรสายวิศวกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ พลังงาน และผู้ที่ต้องการยกระดับทักษะไปสู่สายงานใหม่ด้าน Data Center และ AI รวมถึงผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเตรียมความพร้อมเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
แนวทางการขับเคลื่อนของศูนย์จะมุ่งดำเนินงานใน 5 มิติหลัก ได้แก่
1. การพัฒนาหลักสูตรและการฝึกอบรมบุคลากรด้าน Data Center, AI, และ Smart Energy Management
2. การสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและคณะทำงานเชิงยุทธศาสตร์
3. การสนับสนุนงานวิจัย นวัตกรรม และโครงการนำร่อง
4. การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย มาตรฐาน และแนวทางปฏิบัติที่ดี
5. การเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับ
ประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน Data Center, AI, และ Digital Infrastructure ของภูมิภาคอาเซียน
การเปิดตัวศูนย์ในครั้งนี้จึงมิใช่เพียงกิจกรรมทางวิชาการหรือการอบรมทั่วไป หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างกลไกเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างมั่นคง ยั่งยืน และมีขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล
ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์ สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานคณะทำงานที่ปรึกษาเพื่อการพัฒนา
ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) และศูนย์กลางด้านความรู้ (Hub of Knowledge) วช. ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ โดยเน้นย้ำว่า โครงการนี้เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ เพื่อร่วมกันพัฒนาบุคลากรคุณภาพสูง โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และ Data Center ระบบพลังงานอัจฉริยะ และระบบนิเวศดิจิทัลที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา นายกสมาคมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล กล่าวว่า ปัจจุบันแนวโน้มการลงทุนด้าน Data Center ในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศได้อย่างแท้จริง คือการพัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถ (Talent) ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองหลักในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล จึงนำมาสู่ความร่วมมือครั้งสำคัญในการจัดตั้งโครงการ “Hub of Talent: Data Center, AI, and Smart Energy Management Technologies” โดยใช้กลไกความร่วมมือแบบ “3 ประสาน” ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อสร้างศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญที่ครอบคลุมทั้งด้านศูนย์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และการจัดการพลังงานอัจฉริยะ อันเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมดิจิทัลทั้งหมด
การดำเนินงานในครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การรองรับการลงทุนจากต่างชาติเท่านั้น แต่ยังมุ่งเป้าให้ประเทศไทยมีกำลังคนที่มีทักษะขั้นสูงที่สามารถสร้างนวัตกรรมดิจิทัลได้ด้วยตนเองในอนาคต ซึ่งการเปิดตัวโครงการถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรมนุษย์ เพื่อรองรับการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมไทยอย่างเต็มรูปแบบ

รองศาสตราจารย์ ดร. คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และประธานคณะที่ปรึกษาว่า กล่าวว่า การเปิดตัว “HUB OF TALENT: DATA CENTER, AI, AND SMART ENERGY MANAGEMENT TECHNOLOGIES” ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางด้านปัญญาประดิษฐ์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาค โดยมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาบุคลากรคุณภาพสูงที่มีองค์ความรู้ด้าน Data Center, AI, Cloud และ Smart Energy Management ควบคู่กับการสร้างระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีและพลังงานอัจฉริยะ รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและการพัฒนา Green Data Center อย่างยั่งยืน พร้อมผลักดันประเทศไทยจากผู้ใช้เทคโนโลยี สู่การเป็นผู้พัฒนาและศูนย์กลางเทคโนโลยีดิจิทัลระดับอาเซียนในอนาคต

รศ.ดร.สุรพงษ์ สิริพงศ์ดี คณบดีวิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.), ประธานคณะกรรมการของ HUB OF TALENT: AI, and Smart Energy Management Technologies กล่าวว่า สจล. ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการจัดตั้งโครงการ “Hub of Talent: Data Center, AI, and Smart Energy Management Technologies” ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางและจัดทำแผนยุทธศาสตร์ (Roadmap) ในการสร้างบุคลากรผู้เชี่ยวชาญระดับสูงด้านดาต้าเซ็นเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ อันจะเป็นการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยให้ก้าวสู่ระดับนานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ด้าน รศ.ดร.มนตรี วิบูลยรัตน์ รองคณบดีวิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และประธานกรรมการมาตรฐานดาต้าเซ็นเตอร์ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) กล่าวว่า โครงการนี้เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ตัวใหม่ (New Engine) ที่จะขับเคลื่อนประเทศไปสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ผ่าน 3 เสาหลัก คือ Data Center, AI และการจัดการพลังงานอัจฉริยะโดยได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรประกอบด้วย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง AWS และ Nvidia นอกจากนี้ยังมีการหารือถึงแนวทางพลังงานสะอาดแห่งอนาคต เช่น เทคโนโลยี SMR (Small Modular Reactor) เพื่อรองรับการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ในระยะ 10 ปีข้างหน้า โดยเป้าหมายสำคัญคือการเป็นศูนย์รวมทางความคิด (Think Tank) เพื่อเสนอแผนยุทธศาสตร์ต่อรัฐบาล ในการเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติและโอกาสทางภูมิรัฐศาสตร์ให้กลายเป็นมูลค่าเพิ่มที่ยั่งยืนแก่ประเทศไทยต่อไป

ทั้งนี้ การดำเนินงานของ HUB OF TALENT: DATA CENTER, AI, AND SMART ENERGY MANAGEMENT TECHNOLOGIES คาดว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพบุคลากรไทย สร้างองค์ความรู้ใหม่ สนับสนุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน Data Center, AI, และ Digital Infrastructure ของภูมิภาคอาเซียนได้อย่างเป็นรูปธรรม

