ชูศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนสมุทรปราการ องค์กรต้นแบบสร้างเสริมสุขภาวะทางจิต
ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนสมุทรปราการ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นองค์กรต้นแบบสร้างเสริมสุขภาวะทางจิตที่มีความโดดเด่นมิติของ Care for Health and Safety โดยนำความรู้ด้านจิตวิทยามาปรับใช้ในองค์กร ทำให้เจ้าหน้าที่มีความปลอดภัยในชีวิต ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ผลลัพธ์ทีดี
สำหรับโครงการ Thai Mind Awards เกิดขึ้นจากความร่วมมือของคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อเฟ้นหาหน่วยงาน องค์กรที่เป็นต้นแบบการสร้างเสริมสุขภาวะทางจิตให้กับพนักงาน ส่วนการประเมินจะใช้เกณฑ์ภายใต้กรอบแนวคิด “GRACE” ประกอบไปด้วย G-Grorth & Development สนับสนุนด้านการเติบโตและพัฒนาการของพนักงาน , R- Recognition การแสดงออกและการรับรู้ถึงความสามารถและความสำเร็จของพนักงาน ,A – All for inclusion การให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของพนักงาน , C – Care for health & safety หรือ การดูแลด้านสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงาน และ E – work-life Enrichment การมีนโยบายด้านความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน

และในปีนี้ได้มีการมอบรางวัลพิเศษ The Honorablr Mention Awards ให้กับ 5 องค์กรที่มีความโดดเด่นในมิติต่างๆ และ 1 ใน 5 องค์ที่ได้รับรางวัลดังกล่าวคือ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนสมุทรปราการ ในมิติของ Care for Health and Safety
นางสาวดิษยา มีเพียร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนสมุทรปราการ กล่าวว่า ที่ศูนย์ฝึกฯรับเด็กเป็นกลุ่มเด็กที่กระทำผิดและป่วยด้วยโรคทางจิตเวชที่มีความซับซ้อนและรุนแรง โดยรับเด็กมาจากสถานพินิจทั่วประเทศ แต่ละปีที่รับเด็กจะมีตั้งแต่ 10 คน หรือมากกว่านั้น ปัจจุบันมีเด็กที่อยู่กับศูนย์ฝึกฯ จำนวน 17 คน ในอนาคตจะมีการพัฒนาเพิ่มพื้นที่และความพร้อมคาดว่าจะรับเพิ่มเติมได้ถึง 25 คน ซึ่งเป็นเด็กผู้ชายทั้งหมด

ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนสมุทรปราการ นั้นดูแลเด็กที่ป่วยทางจิตเวชและมีความซับซ้อนที่รุนแรง จัดตั้งเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2563 เป็นศูนย์ฝึกและอบรมเฉพาะทางสำหรับดูแลเด็กและเยาวชนที่มีปัญหาทางด้านจิตเวชที่ยุ่งยาก ซับซ้อน รุนแรง รับเด็กและเยาวชนที่ได้รับการตรวจวินิจฉัยจากจิตแพทย์และพบว่ามีปัญหาทางด้านจิตเวชและรับการรักษามาแล้วเป็นระยะเวลา 3 เดือน ยังไม่ดีขึ้นจากศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ หรือที่ศาลมีคำสั่งให้ควบคุมตามมาตรา 132 วรรคสอง จากสถานพินิจฯที่มีแรกรับ
ทางศูนย์ฯได้ใช้ระบบการดูแลเด็กและเยาวชนตามระดับความรุนแรง(OAS : OVERT AGGRESSION SCALE) ระดับความรุนแรงได้แก่ ทำร้ายตนเอง , ทำร้ายผู้อื่น และทำร้ายทรัพย์สิน ตามลำดับ ซึ่งแนวทางการสร้างความปลอดภัย คือ การป้องกันและส่งเสริมเชิงบวก และการระงับเหตุ
นางสาวดิษยา กล่าวว่า การทำงานของศูนย์ฝึกฯจะเป็นการทำงานร่วมกับจิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์จาก เครือข่าย สถานพยาบาล โรงพยาบาลต่างๆ เข้ามาวางแผนการทำงานร่วมกันนำในเรื่องของ OAS มาใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินทำงานร่วมกับเยาวชนและเจ้าหน้าที่ ตัว OAS เหมือนเป็นภาษากลางที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างเยาวชนและเจ้าหน้าที่ ทำให้เจ้าหน้าที่ประเมินเยาวชนได้เป็นมาตรฐานมากขึ้น ตรงกันมากขึ้น ซึ่งต่างจากอดีตที่มีความยากในการสื่อสารความรุนแรงของพฤติกรรมเป็นไปในลักษณะใด พอมีเกณฑ์มาตรฐานทำให้เราสามารถสื่อสารกันไปในทิศทางเดียวกัน และสามารถวางแนวทางการดูและเยาวชนกลุ่มนี้ได้ดีขึ้น และสามารถฝึกฝนให้เจ้าหน้าที่มีความเชี่ยวชาญนารรับมือได้ด้วย
“ณ วันนี้เราได้เปลี่ยนจากการรับมือสถานการณ์ เป็นการวางแผนรับมือ กับการเผชิญเหตุการณ์ล่วงหน้า และป้องกันเหตุการณ์ในอนาคตได้ ผลลัพธ์ที่เห็นชัดเจนมากที่สุดคือ เด็กและเยาวชนมีความรู้สึกปลอดภัยในการใช้ชีวิตในศูนย์ฝึกฯ สิ่งที่ตามมาคือ เจ้าหน้าที่ทุกคนรู้สึกมีความปลอดภัยที่จะเดินเข้าไปทำงานในแต่ละวัน ประสิทธิภาพการทำงานมีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีความปลอดภัย ซึ่งตรงจุดนี้มีความสำคัญมากๆต่อคนทำงาน ส่งผลให้เด็กและเยาวชนมีอาการป่วยที่ดีขึ้น และเด็กจะมีศักยภาพทั้งด้านการศึกษาและการฝึกอาชีพมากขึ้น” นางสาวดิษยา กล่าวสรุป

คนทำงานมีความเครียด นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า “สุขภาวะทางจิต” ครอบคลุมตั้งแต่การปราศจากโรคภัย ความเครียด ความวิตกกังวล การมีสัมพันธภาพที่ดี การเลือกความต้องการของตนเอง การใช้ชีวิตมีเป้าหมาย และมีความพึงพอใจในชีวิต จากข้อมูลการประเมินตนเองในระบบ Mental Health Check in ของกรมสุขภาพจิต ปี 2568 พบประชากรวัยทำงานอายุ 20-59 ปี ของไทย 11% เผชิญกับความเครียดในระดับสูง โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานตอนต้นอายุ 20-29 ปี เครียดสูงถึง 28% ขณะที่ผลสำรวจของ TIMS พบคนวัยทำงานฝืนไปทำงาน (Presenteeism) แม้มีปัญหาสุขภาพจิต 27% โดยต้องการสนับสนุนสวัสดิการตรวจรักษาสุขภาพกายใจและได้รับการปรึกษาทางจิตใจ 41.7% ต้องการความรู้และจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิต 16.7% ส่งเสริมสวัสดิการลาและนโยบายการพักผ่อน 13.1% ส่งเสริมการพูดคุยและรับฟังซึ่งกันและกัน 11.3% ส่งเสริมบรรยากาศและวัฒนธรรมองค์กรที่ดี เช่น ยุติการตำหนิ ไม่กดดัน สร้างความเท่าเทียม 10.1%
นพ.พงศ์เทพ กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพจิตของคนทำงานมีความสำคัญมาก จากการสำรวจพบว่าคนที่มีอายุน้อยยิ่งมีคามเครียดสูง ที่เกิดจากระบบที่เราสร้างขึ้นมา ซึ่งทุกคนมีต้นทุนทางจิตใจไม่เท่ากัน เมื่อเกิดความกดดันสูงๆบางคนเลือกที่จะจบชีวิตตนเอง การมีเกราะป้องกันที่ดี จะต้องเกิดจากการปกป้องตนเองให้ได้โดยเฉพาะในที่ทำงาน ต้องไม่เก็บขยะ(ความกดดัน รบกวนจิตใจ)มาเป็นภาระของจิตใจ ดังนั้นการดูแลสุขภาพจิตของพนักงานจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ หากเราสามารถดูแลได้ในระยะยาวจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานและความยั่งยืนต่อองค์กร สังคมและครอบครัวได้

ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า โครงการ Thai Mind Awards ปีที่ 2 มีเป้าหมายที่จะให้องค์กรนำความรู้ไปใช้ในองค์กรได้ และสามารถแชร์ความรู้ที่ได้ไปสู่หน่วยงานต่างๆ เพราะการดูแลสุขภาวะทางจิตใจ เป็นรากฐานที่มีประสิทธิภาพของการทำงานที่ยั่งยืน
“องค์กรที่ได้รับการยกย่องในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงผู้ได้รับรางวัล แต่เป็นต้นแบบของการออกแบบที่ทำงานที่ให้คุณค่ากับมนุษย์ และเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับองค์กรอื่นๆ ที่กำลังเริ่มต้นเส้นทางเดียวกัน เชื่อว่าหากองค์กรสามารถสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่คนรู้สึกมีคุณค่า มีความหมาย และมีความปลอดภัยทางใจได้อย่างแท้จริง องค์กรเหล่านั้นจะไม่เพียงเติบโตอย่างแข็งแรง แต่ยังเป็นพลังสำคัญในการยกระดับสุขภาวะของสังคมไทยในระยะยาวด้วย” ผศ.ดร.ณัฐสุดา กล่าว

