March 7, 2026
Latest:
ในประเทศ

สสส. นำทีม 19 ภาคี สานพลัง ปั้น “ย่านสุขภาวะสร้างสรรค์” ตั้งเป้าปี 2570 ดันครัวเรือนสุขภาพดี 70%

คนเมืองสุขภาวะดี! สสส. นำทีม 19 ภาคี สานพลัง ปั้น “ย่านสุขภาวะสร้างสรรค์” นำร่อง 3 ชุมชนรอบ สสส. ชูโมเดล Co-Production เปลี่ยนคนในพื้นที่จาก “ผู้รับบริการ” สู่ “หุ้นส่วนร่วมสร้าง” ลุยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ปั้น การมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชน-ดูแลกลุ่มเปราะบาง-สร้างเศรษฐกิจชุมชน-เปลี่ยนขยะเป็นรายได้ ตั้งเป้าปี 2570 ดันครัวเรือนสุขภาพดี 70% พร้อมสร้างกลไกชุมชนจัดการตนเองอย่างยั่งยืน

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 6 มี.ค. 2569 ที่ อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภาคีเครือข่ายที่ร่วมขับเคลื่อน “ย่านสุขภาวะสร้างสรรค์” 19 ภาคี นำโดย สสส. มูลนิธิช่วยไร้พรมแดน และภาคีเครือข่ายองค์กรโดยรอบ จัดกิจกรรม “เวทีสานพลังขับเคลื่อนย่านสุขภาวะสร้างสรรค์” เพื่อสรุปผลการดำเนินงานและวางทิศทางยกระดับคุณภาพชีวิต 3 ชุมชนละแวกบ้านรอบ สสส. ได้แก่ 1. ชุมชนหน้าสมาคมธรรมศาสตร์ 2. ชุมชนบ้านมั่นคงสวนพลู 3. ชุมชนบ้านเอื้ออาทรสวนพลูพัฒนา

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. มุ่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ด้วยพลังปัญญา พลังนโยบาย และพลังสังคม เพื่อสร้างระบบสังคมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน โดยมุ่งสร้างเสริมสุขภาวะองค์รวมครอบคลุมทั้ง 4 มิติ กาย จิต ปัญญา สังคม สำหรับบริบทชุมชนเมืองในกรุงเทพฯ  มีความซับซ้อนและพลวัตสูง ข้อมูลจากสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร (กทม.) พบในกรุงเทพฯ มี 2,071 ชุมชน เป็นชุมชนแออัด 638 ชุมชน ชุมชนเมือง 537 ชุมชน หมู่บ้านจัดสรร 425 ชุมชน ชานเมือง 323 ชุมชน เคหะชุมชน และอาคารสูง 148 ชุมชน คนเมืองเผชิญกับปัญหาที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ทั้งชุมชนที่หนาแน่น แออัด สภาพแวดล้อมที่ทรุดโทรม ใช้ชีวิตเร่งรีบ ขยะล้น ด้านสุขภาพพบผู้ป่วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อ (NCDs) 

“สสส. ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนให้ชุมชนเป็นเจ้าของข้อมูลและพัฒนาระบบข้อมูลชุมชนด้วยตนเอง ผ่านการนำใช้ระบบข้อมูลตำบล (TCNAP) และกระบวนการวิจัยชุมชน (RECAP) กลไกดังกล่าวช่วยให้ชุมชนสามารถวิเคราะห์สถานการณ์และนำข้อมูลเชิงประจักษ์ไปใช้ประกอบการตัดสินใจ ซึ่งจากข้อมูลเชิงประจักษ์ใน 3 ชุมชนรอบ สสส. พบความท้าทายสำคัญ 4 ด้าน 1. ด้านสุขภาพ พบวัยทำงานสูงถึง 58% มีแนวโน้มป่วยเป็นโรค NCDs เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานเป็นอันดับ 1 ซึ่งสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ ขาดการออกกำลังกาย และการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม 2. ด้านประชากรและสังคม ชุมชนหน้าสมาคมธรรมศาสตร์มีประชากร 761 คน แต่มีสัดส่วนประชากรแฝงที่สูงถึง 60% ทำให้ความสัมพันธ์ในชุมชนเปราะบาง ขณะที่ชุมชนบ้านมั่นคงสวนพลู ขาดคนรุ่นใหม่มาสานต่องานชุมชน และชุมชนบ้านเอื้ออาทรฯ มีประชากรถึง 1,734 คน (558 ห้องชุด) 3. ด้านกลุ่มเปราะบาง พบกลุ่มเปราะบางรวม 193 คน ชุมชนหน้าสมาคมฯ 18 คน บ้านมั่นคง 27 คน และบ้านเอื้ออาทรฯ 148 คน ซึ่งรวมถึงผู้สูงอายุติดเตียงและผู้พิการที่ต้องการการดูแลใกล้ชิด”  นพ.พงศ์เทพ กล่าว

นพ.พงศ์เทพ กล่าวต่อว่า 4. ด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อม ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานชำรุด สภาพแวดล้อมแออัด พื้นที่สัญจรคับแคบเพียง 1-1.2 เมตรในชุมชนบ้านมั่นคงฯ กระทบต่อการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย พบฝาท่อและกล้อง CCTV ชำรุด และมีปัญหาการจัดการขยะ รวมถึงปัญหาสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรค สสส. ได้สานพลังความร่วมมือระหว่างชุมชน สำนักงานเขตสาทร และ ภาคีเครือข่าย บูรณาการทรัพยากรและแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบผ่านแนวคิด 1. เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 2. ใช้พื้นที่เป็นฐาน 3. สุขภาพในทุกนโยบาย 4. การเฝ้าระวังร่วมกันในละแวกบ้าน (Neighborhood Watch) เพื่อให้ชุมชนเข้มแข็งและจัดการตนเองได้

นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. เปิดพื้นที่ สานพลัง ร่วมยกระดับสุขภาวะชุมชนเมือง  เปลี่ยนผ่านจากการทำงานรูปแบบแยกส่วน (Silo) ไปสู่การขับเคลื่อนผ่านกลไก “การร่วมจัดการ” (Co-Production)” จากที่ประชาชนเป็นเพียงผู้รับบริการ สู่การเป็นหุ้นส่วนรับผิดชอบ (Partnership) ในการออกแบบและแก้ไขปัญหาชุมชนร่วมกับภาครัฐและเครือข่ายวิชาการ และบูรณาการการทำงานสำนักหลักของ สสส. ได้แก่ 1. ชุมชน สร้างกลไกจัดการพื้นที่ พัฒนาผู้นำ และใช้ข้อมูลวิชาการวางแผนย่าน 2. เด็กเยาวชนและครอบครัว พัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กเยาวชน ลดเวลาหน้าจอ สร้างพื้นที่เล่นอิสระ 3. สร้างสรรค์โอกาส สร้างอาชีพและเศรษฐกิจชุมชน 4. ระบบบริการสุขภาพที่ครอบคลุมน จัดการสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยทางกายภาพ 5. สุขภาวะองค์กรดึงภาคีเครือข่ายรอบด้าน ร่วมพัฒนาชุมชนละแวกบ้าน 6. ประชากรกลุ่มเฉพาะ ดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ให้เข้าถึงสิทธิสวัสดิการ

“การสร้างกลไกเชิงพื้นที่ในเขตเมืองจำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลบริบทชุมชน เพื่อนำไปสู่การกำหนดวาระและยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง แผนปฏิบัติการปี 2568-2570 ที่ชัดเจน ได้แก่ ปี 2568  มุ่งสร้างความเชื่อใจ ผ่านกิจกรรมทุกเดือน และจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างแกนนำชุมชน สสส พร้อมดึงหน่วยงานรอบพื้นที่ร่วมวางแผนคุณภาพชีวิต ปี 2569 มุ่งสร้างหุ้นส่วนรับผิดชอบหน่วยงานโดยรอบร่วมลงทุนทรัพยากรจริง มุ่งเป้าหมายเชิงผลลัพธ์และ ปี 2570  ตั้งเป้าครัวเรือน 70% มีพฤติกรรมสุขภาพดีขึ้น ลดเนือยนิ่ง ลดล้ม เพิ่มรายได้ จัดการขยะ มีระบบดูแลกลุ่มเปราะบางที่ต่อเนื่อง และลดอัตราการตายก่อนวัยอันควรของคนในชุมชน” นางภรณี กล่าว

นางสาวอรนุช เลิศกุลดิลก ประธานมูลนิธิช่วยไร้พรมแดน กล่าวว่า มูลนิธิฯ มีบทบาทสำคัญในฐานะตัวเชื่อมประสาน เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่าง 3 ชุมชนเป้าหมายและหน่วยงานภาคีเครือข่าย โดยมุ่งเน้นการหนุนเสริมความเข้มแข็งของกลไกการขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในหลากหลายมิติอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการยกระดับศักยภาพทุนทางสังคมเดิมที่มีอยู่ กลไกความร่วมมือระดับพื้นที่คือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนย่านสุขภาวะสร้างสรรค์ ที่ประกอบด้วยผู้นำชุมชน คนรุ่นใหม่ และหน่วยงานภายนอก ช่วยให้เกิดการทำแผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรม นำไปสู่การแก้ไขปัญหาพื้นที่เสื่อมโทรม การจัดการภูมิทัศน์ และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเยาวชนและผู้สูงอายุ โดยมูลนิธิฯ มุ่งหนุนเสริมความเข้มแข็งใน 4 ประเด็นหลัก เช่น  เด็กเยาวชน สร้างอาสาสมัคร ผ่านการมีส่วนร่วมสร้างการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน ลดเวลาหน้าจอ ผู้สูงอายุ เน้นการป้องกันการพลัดตกหกล้มและคัดกรองสุขภาพเชิงรุก เศรษฐกิจชุมชน พัฒนากลุ่ม “แม่บ้าน 3 ชุม” ผลิตอาหารว่างสุขภาพ (Healthy Break) จำหน่ายให้ภาคีรอบพื้นที่ สร้างรายได้ลดความเครียดในครัวเรือน สิ่งแวดล้อม ใช้เทคโนโลยีถังหมักเติมอากาศจาก ม.เกษตรศาสตร์ ที่ลดขยะอาหารในชุมชนบ้านเอื้ออาทรฯ ช่วยลดรายจ่ายและแก้ปัญหากลิ่นไม่พึงประสงค์อย่างยั่งยืน