สสส. MOU กรมพินิจฯ หนุนเสริมการจำแนก-ช่วยเหลือ-ฟื้นฟู เด็ก เยาวชนที่กระทำผิดคืนคนมีคุณค่ากลับสู่สังคม
สสส. MOU กรมพินิจฯ หนุนเสริมการจำแนก-ช่วยเหลือ-ฟื้นฟู เด็ก เยาวชนที่กระทำผิดคืนคนมีคุณค่ากลับสู่สังคม เร่งทำงานเชิงป้องกัน หลังพบปัจจัยเสี่ยงรุ่มเร้าเข้าหาเด็กและเยาวชนวอนทุกภาคส่วนร่วมมือ เปิดพื้นที่สร้างสรรค์จริงจังกับปัญหาอบายมุข ดึงกลุ่มเสี่ยงออกจากวังวนยาเสพติด
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่โรงแรม The Halls Bangkok มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการและพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการป้องกันเด็กและเยาวชนกระทำความผิด และการส่งเสริมและพัฒนาเครื่องมือและบุคลากรด้านการจำแนกและการติดตามสงเคราะห์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนภายหลังปล่อย ระหว่างกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม กับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิเด็กเยาวชน และครอบครัว มูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เครือข่ายองค์กรงดเหล้า และเครือข่ายสื่อสร้างสรรค์เพื่อการขับเคลื่อนสังคม

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่าเด็กและเยาวชนคือทรัพยากรสำคัญของประเทศแต่ในบริบทของสังคมเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และโครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วส่งผลต่อพฤติกรรมและพัฒนาการของเด็กและเยาวชน หากขาดระบบการป้องกัน ดูแลที่เหมาะสม อาจนำไปสู่การกระทำผิดและการกลับเข้าสู่วงจรปัญหาซ้ำ เช่น ปัญหาบุหรี่ สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำรวจพบว่าปี 2567 เยาวชน อายุ 15-24 ปี สูบบุหรี่ 11.15% ขณะที่นักสูบหน้าใหม่ที่สูบบุหรี่ไม่เกิน 1 ปี มีถึง 211,474 คน ในจำนวนนี้ 68.9% เริ่มสูบบุหรี่ช่วงอายุ 15-19 ปี ส่วนการดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มอายุ 15-24 ปี ในปี 2567 อยู่ที่24.8% การดื่มแล้วขับ 33.06% ในจำนวนนี้ ดื่มแล้วขับทำให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารบาดเจ็บและเสียชีวิต 25.09% ส่วนปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเพศ ปี 2567 พบว่าเพิ่มขึ้นมากว่าปีก่อนกว่า 40% โดยมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญ ตามมาด้วยยาเสพติด โดยมีข่าวความรุนแรงขั้นฆ่ากันถึง 39.6% เกิดขึ้นกับเยาวชน อายุ 16-25 ปี ขณะที่ปัญหาการพนัน ปี 2566 พบกลุ่มอายุ 15-25 ปี เล่นพนันออนไลน์ 32.3% หรือ 2.9 ล้านคน ในจำนวนนี้1 ใน 4 เสี่ยงเป็นนักพนันหน้าใหม่
“การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง สสส. และกรมพินิจฯ ครั้งนี้ มุ่งเน้นการป้องกันการกระทำผิดของกลุ่มเด็กและเยาวชนโดยให้ความสำคัญการพัฒนาเครื่องมือกระบวนการ และบุคลากรด้านการจำแนก การประเมินและการติดตามสงเคราะห์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชน ที่เสร็จสิ้นกระบวนการทางกฎหมายอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถกลับคืนสู่ครอบครัว ชุมชน และสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีโอกาส และมีเส้นทางชีวิตใหม่ที่มั่นคง งานเชิงป้องกันจึงมีความสำคัญ ซึ่ง สสส. และภาคีเครือข่ายยินดีร่วมเป็นหนึ่งพลังในการป้องกันและแก้ไขปัญหาลูกหลานของเรา” นายแพทย์ พงศ์เทพ กล่าว

นายโกมล พรมเพ็ง อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การลงนาม MOU ร่วมกันในวันนี้ จะมีการขับเคลื่อนแผนงานระยะเวลา 2 ปี นับจากนี้ เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการป้องกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมเสี่ยงของเด็กและเยาวชนในทุกมิติ ทั้งกลุ่มนักเรียน นักศึกษาในสถานศึกษา กลุ่มที่อยู่นอกระบบการศึกษาในชุมชน ไปจนถึงกลุ่มที่อยู่ในการดูแลหรือพ้นจากการดูแลของกรมพินิจฯ ไปแล้ว โดยจะมีการประชุมเชิงปฏิบัติการจะมีการชี้แจงแนวทางการใช้ คู่มือและแบบสัมภาษณ์เพื่อประเมินความเสี่ยงและความจำเป็น (ฉบับปรับปรุง) พ.ศ. 2568 เพื่อยกระดับและพัฒนาศักยภาพการจำแนกประเภทเด็กและเยาวชนให้มีมาตรฐานและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป
“กรมพินิจฯ จะวิเคราะห์จากฐานข้อมูลในภาพรวมที่ได้ นำมาสู่การออกแบบการทำงานเชิงป้องกันร่วมกับสสส. และภาคีเครือข่าย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ครบทุกมิติ เพื่อป้องกันการกระทำผิดของเด็กและเยาวชนตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งต้องอาศัยความทุ่มเทแรงกายแรงใจจากทุกภาคส่วนและบูรณาการการทำงานร่วมขับเคลื่อนในเชิงนโยบายที่มีประสิทธิภาพ” อธิบดีกรมพินิจฯ กล่าว

นายชูวิทย์ จันทรส เลขาธิการมูลนิธิเด็กเยาวชน และครอบครัว กล่าวว่า ปัจจุบันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของเยาวชนไทยไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับเทรนด์การดื่มของเยาวชน คนหนุ่มสาวทั่วโลก ที่หันมาสนใจสุขภาพและมีมุมมองเรื่องเสรีภาพที่ไม่กระทบกับคนอื่นมากขึ้น แต่ที่น่าห่วงคือนโยบายผ่อนปรนการควบคุมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่น่าเป็นห่วงคือปัญหาการพนันออนไลน์ที่พบผู้เล่นเป็นเยาวชนเกือบ 3 ล้านคน ขณะที่ข้อมูลจากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ได้รวบรวมข่าวความรุนแรงในครอบครัวที่เผยแพร่ผ่านสื่อพบสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาเสพติดเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญ และเมื่อเจาะลึกไปที่ความรุนแรงขั้นฆ่ากันในกลุ่มเยาวชน พบเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าช่วงวัยอื่น ขณะที่ข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า มีเด็กอายุ 3-18 ปี กว่า 1 ล้านคนที่หลุดจากระบบการศึกษา และเด็กในระบบการศึกษาอีกกว่า 2.8 ล้านเสี่ยงหลุดออกจากระบบ ซึ่งสัมพันธ์กับข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) ที่ชี้ว่าเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษากว่า 2.9 แสนราย เสี่ยงที่จะถูกดึงเข้าสู่วงจรการค้าและเสพยาเสพติด
“หากไม่เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้เด็กและเยาวชนได้แสดงออก เท่ากับกำลังวางระเบิดเวลาลูกใหญ่ในสังคมให้กลับมาทำร้าย ทำลายในท้ายที่สุด การทำงานเชิงป้องกันที่เกิดขึ้นในวันนี้ จึงเป็นเรื่องสำคัญ ก่อนที่ลูกหลานจะกลายเป็นผู้แพ้ไร้ที่ยืน จนต้องไปสร้างการยอมรับด้วยสิ่งที่ผิดและจบลงด้วยการสูญสิ้นอิสรภาพ ต่อให้เศรษฐกิจดีแค่ไหนก็ไม่อาจรับมือกับระเบิดเวลาที่จะตามมาได้ การให้ความสำคัญกับงานเชิงป้องกันมากขึ้นของกรมพินิจฯ สสส. และภาคีเครือข่าย จึงเป็นนิมิตรหมายที่ดี” นายชูวิทย์ กล่าว

นายสุขวิชัย อิทธิสุคนธ์ อดีตเยาวชนนอกระบบการศึกษา กล่าวว่า ตนเติบโตมาในครอบครัวที่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด พ่อถูกวิสามัญฆาตกรรมเมื่อปี 2546 ที่มีการปราบปรามยาเสพติดอย่างหนัก ซึ่งขณะนั้นตนอายุ 5 ขวบ พอเข้าเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้ย้ายมาอยู่กับญาติที่อยู่กับวังวนยาเสพติดเช่นเดียวกัน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีโอกาสทำกิจกรรมต่อต้านยาเสพติดทำให้รู้ถึงโทษภัย ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้ไม่ใช่เรื่องปกติ รู้สึกไม่มีความสุขที่สิ่งเหล่านี้ยังอยู่ในครอบครัว รู้สึกอึดอัดแต่ต้องคอยปิดบังเรื่องยาเสพติดของคนที่บ้าน จึงพยายามไม่อยู่ที่บ้าน เพื่อไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการส่งยา หากถูกผู้ใหญ่ที่บ้านใช้ให้ทำเรื่องแบบนี้ตนจะแสดงออกว่าไม่ยอมรับ ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าตนไม่สามารถพูดกับใครได้ แต่ก็มีผู้ใหญ่บางคนที่รับรู้รับทราบและพยายามดึงตนออกมาจากตรงนั้น และผมก็ผ่านพ้นจุดนั้นมาได้ อยากฝากถึงเด็กแต่เยาวชนที่เจอสถานการณ์แบบเดียวกันว่า การพาตัวเองออกจากสิ่งเสพติดไม่ใช่เรื่องยาก เราสามารถเลือกเส้นทางชีวิตได้ และฝากถึงผู้หลักผู้ใหญ่ที่สนับสนุนให้มีพื้นที่สำหรับการทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ เพื่อให้เด็กเหล่านั้นได้มาทำกิจกรรมเพราะไม่เช่นนั้นเขาอาจจะเลือกทางที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าก็ได้ การทำงานเชิงรุก มุ่งงานเชิงป้องกันจึงสำคัญมาก

