ในประเทศ

จับตา พ.ร.บ.อากาศสะอาด วัดใจรัฐบาลใหม่

ปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม จนเป็นที่มาที่ทำให้หลายฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชนออกมาขับเคลื่อนให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างจริงจัง โดยมี พ.ร.บ.อากาศสะอาดเข้ามาเป็นแนวทางในการดำเนินงานแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, กระทรวงสาธารณสุข, กรุงเทพมหานคร, สภาลมหายใจกรุงเทพมหานคร, มูลนิธิส่งเสริมการออกแบบอนาคตประเทศไทย และภาคีได้ จัดการประชุมวิชาการระดับชาติ เรื่อง มลพิษทางอากาศ PM2.5 ครั้งที่ 2 (Thailand National PM2.5 Forum # 2) เพื่อออกแบบกลไกการขับเคลื่อนการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นควันอย่างยั่งยืนร่วมกัน ระหว่างภาครัฐ หน่วยงานท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และผลักดันการมีพระราชบัญญัติอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ และสร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นควันที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกันและเหมะสมกับบริบทของพื้นที่นั้น

“สุชาติ”แจงปัญหาฝุ่นPM2.5 ไม่ควรแก้เฉพาะช่วงวิกฤต

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมเชิงโครงสร้างที่มีความซับซ้อน เชื่อมโยงกับรูปแบบการใช้ทรัพยากร การเผาในที่โล่ง ภาคเกษตรและป่าไม้ การขยายตัวของเมือง การคมนาคมขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนมลพิษข้ามพรมแดน ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชนในทุกภูมิภาคของประเทศ การประชุมครั้งนี้เป็นการรวมตัวครั้งใหญ่ของผู้ทำงานด้านฝุ่น PM2.5 จากทั่วประเทศ โดยมี สสส. และสภาลมหายใจฯ ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญของภาคประชาชนในการประสานและเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ พร้อมทั้งเชื่อมเครือข่ายสภาลมหายใจในภูมิภาค อาทิ ภาคเหนือ ภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งล้วนทำงานกับปัญหาฝุ่นควันในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง การผลักดันกลไกด้านการจัดการอากาศในระยะยาว ซึ่งการเดินหน้าพระราชบัญญัติอากาศสะอาดจึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องสานต่อภายหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาในระดับประเทศ

“การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่อาจจำกัดอยู่เพียงการรับมือเฉพาะหน้าในช่วงวิกฤตเท่านั้น แต่จำเป็นต้องมุ่งสู่การจัดการเชิงระบบในระยะยาว ตั้งแต่การควบคุมและลดแหล่งกำเนิดมลพิษ การฟื้นฟูและปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ การกำกับดูแลกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการนำข้อมูล วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ” รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าว

“รอง ผจก.สสส.” ย้ำรัฐบาลใหม่ร่วมผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาดเพื่อคนไทย

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม  รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำทุกปี และมีลักษณะแตกต่างกันไปตามบริบทของแต่ละพื้นที่ ทั้งเขตเมือง พื้นที่ป่า พื้นที่เกษตรกรรม และพื้นที่ชายแดน จากข้อมูลจากงานศึกษาของ World Bank ในปี ค.ศ. 2022 พบว่า ประเทศไทยมีสถิติจำนวนผู้เสียชีวิตจากฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ 57 คนต่อประชากร 100,000 คน ซึ่งคิดเป็นมูลค่าความเสียหายต่อสุขภาพจากฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ 26,260 ล้านเหรียญสหรัฐ และข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่า มีผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศจำนวนกว่า 12.27 ล้านคน และพื้นที่เผาไหม้ในพื้นที่ป่าทั่วประเทศ จำนวน 7,554,734 ไร่ ลดลงร้อยละ 18 พื้นที่ป่าแปลงใหญ่ใน 14 กลุ่มป่า ลดลงร้อยละ 31 และพื้นที่เกษตรเผาไหม้ จำนวน 6,625,386 ไร่ ลดลงร้อยละ 37 และเมื่อแยกเป็นพื้นที่เกษตรรายภาคพื้นที่เผาไหม้ ลดลงตั้งแต่ร้อยละ 20 – 48 แม้ว่าสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5ปี 2568 สถานการณ์จุดความร้อนและพื้นที่ที่พบการเผาไหม้จะมีแนวโน้มดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาในภาพรวมของประเทศ แต่บางพื้นที่ยังไม่เป็นไปตามค่าเป้าหมายที่กำหนด ยังคงพบปริมาณฝุ่นละอองเกินมาตรฐานและจำนวนจุดความร้อนสูงในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรในหลายช่วงเวลา ทั้งนี้ เวทีรวมพลังของผู้ทำงานด้านฝุ่นจากทั่วประเทศในครั้งนี้ จะเป็นกี่เชื่อมโยงข้อมูล วิทยาศาสตร์ นโยบาย และการปฏิบัติการในพื้นที่ มุ่งขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด ฝุ่นพิษ PM2.5 คือปัญหาเดียว ที่ต้องการคำตอบจากทุกภาคส่วน

การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ของ สสส.เป็นการนำของข้อมูลและเทคโนโลยีเข้ามาใช้  มาพัฒนาเป็นของมูลเพื่อนำไปสู่การเป็นนโยบาย โดยปัจจุบันได้มีการเชื่อมข้อมูลให้จากจีสด้าลิงค์เข้ามาเพื่อให้สภาสมหายใจฯวิเคราะห์โดยทีมวิชาการว่าเกิดอะไรขึ้นในแต่ละพื้นที่ เช่น พื้นที่เผาไหม้ซ้ำซ้อน ซึ่งตอนนี้ทำได้ใน 2พื้นที่ ได้แก่ กาญจนบุรี และแม่ฮ่องสอน การทำงานจะโฟกัสไปในแต่ละพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน การนำเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาช่วยในการวิเคราะห์

เมื่อกล่าวถึง การผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาดในรัฐบาลใหม่ ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่า ตอนนี้เราได้มีการร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดแล้ว ซึ่งถือเป็นความร่วมมือทั้งภาคประชาชน สภาลมหายใจ นักวิชาการต่างๆ เราใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปีในการร่าง ซึ่งตอนนี้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว กำลังอยู่ในขั้นตอนของ สว. แต่เกิดสถานการณ์ยุบสภาก่อน ทำให้ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดชะลอการพิจารณาไปก่อน ต้องรอรัฐบาลหน้ามีเวลา 60 วันถ้ารัฐบาลใหม่ยังยืนว่าจะใช้ พ.ร.บ.อากาศสะอาดตัวนี้ต่อก็จะผ่านไปสู่ขั้นตอนให้ สว.พิจารณาใหม่ ซึ่งช่วงเวลา 60 วันเราจะต้องทำงานสื่อสารกับรัฐบาลชุดใหม่ที่เรายังไม่ทราบว่าใครจะเข้ามา ซึ่งเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ต้องการทำเพื่อสาธารณะมีมาตรการทางวิชาการ หากผ่านและทำได้จริงมีโอกาสสูงมากที่ประเทศไทยจะแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้สำเร็จ ตอนนี้เราจะต้องช่วยกันส่งเสียงในฐานะผู้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งอยากให้ทางรัฐบาลที่เข้ามาได้ร่วมกันผลักดันเรื่องดังกล่าว หรือจะใช้วิธีใดก็ได้ในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะเราได้รับผลกระทบในวงกว้าง

“การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่อาจอาศัยเพียงการรับมือเฉพาะหน้าในช่วงวิกฤต แต่จำเป็นต้องยกระดับไปสู่การจัดการเชิงโครงสร้างในระยะยาว โดยเริ่มจากการใช้ข้อมูลและองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นฐาน เชื่อมโยงการทำงานของภาครัฐ ภาควิชาการ และท้องถิ่น เพื่อให้มาตรการและนโยบายสามารถตอบโจทย์ปัญหาในพื้นที่จริง และขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันทั้งประเทศ” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว

“วีระศักดิ์” ย้ำปัญหาฝุ่นPM2.5ไม่ใช่นโยบายหาเสียง แนะ 8 มาตรการแก้ปัญหา

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะมีข้อมูล งานวิจัย และบทเรียนจากพื้นที่จำนวนมากแล้ว แต่ความท้าทายสำคัญคือการทำให้ข้อเสนอและองค์ความรู้เหล่านั้นถูกนำไปใช้ต่อเนื่องในเชิงนโยบาย โดยเฉพาะในช่วงหลังการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ภาคการเมืองควรรับช่วงต่อและขับเคลื่อนวาระอากาศสะอาดอย่างจริงจัง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่เริ่มต้นใหม่ทุกครั้งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสำหรับในด้านองค์ความรู้ งานประชุมครั้งนี้ยังเป็นเวทีเชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานวิชาการทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ร่วมกับหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อแลกเปลี่ยนงานวิจัย ระบบข้อมูลจากดาวเทียม เทคโนโลยีการตรวจวัด และเครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูง ที่สามารถนำไปใช้สนับสนุนการกำหนดนโยบายและการจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 ในระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้พลังของคนรุ่นใหม่ สร้างพลังความร่วมมือเชิงระบบในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างต่อเนื่อง และผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของประเทศในระยะยาว

สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการของภาคีเครือข่ายมีสาระสำคัญ ดังนี้ 1.เปลี่ยนการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 จากการรับมือวิกฤตเฉพาะหน้า สู่การจัดการเชิงระบบตั้งแต่ต้น กลางทาง และปลายทาง ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน  2.ยกระดับ “ข้อมูล” เพื่อบูรณาการและใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ ปรับใช้ข้อมูลจากรายงานย้อนหลังสู่การคาดการณ์ ป้องกัน และจัดการปัญหาตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงต่อการเผาในภาคเกษตรและป่าไม้ 3.สร้างกลไกการทำงานข้ามหน่วยงาน พร้อมระบบติดตามและประเมินผลที่ชัดเจนโปร่งใส เพื่อสะท้อนผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง  4.กระจายอำนาจการจัดการไฟป่าและฝุ่น โดยกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบร่วมกันของรัฐ ท้องถิ่น ภาควิชาการ และภาคเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่การผลิต ต้องรับผิดชอบผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

5.ปฏิรูประบบการเกษตรและการจัดการไฟ เพื่อลดการพึ่งพาการเผา ส่งเสริมเทคโนโลยีทางเลือก การจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร และมาตรการทางเศรษฐกิจช่วยเกษตรกรไม่ต้องเผาพร้อมแยกประเภทของไฟ เพื่อการจัดการที่เหมาะสมและเป็นธรรม 6.ยกระดับมาตรฐานคุณภาพอากาศและการคุ้มครองสุขภาพประชาชน พร้อมผลักดันให้ “ห้องปลอดฝุ่น” เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะในศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียน และอาคารสาธารณะ  7. เสริมความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม ผ่านระบบข้อมูลเปิดและการเข้าถึงของประชาชน โดยพัฒนาระบบข้อมูลเปิด (Open Data) ที่จำเป็นต่อการแก้ไขมลพิษอากาศ อาทิ ข้อมูลฝุ่น มลพิษ งบประมาณ และผลการดำเนินงาน เพื่อทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึง ตรวจสอบ และร่วมประเมินประสิทธิภาพนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง 8.ขับเคลื่อนความร่วมมือข้ามพรมแดน ด้วยข้อมูลที่เท่าเทียม โปร่งใส เข้าถึงได้ พร้อมมาตรการด้านเศรษฐศาสตร์ กฎหมาย สังคม และสิ่งแวดล้อมที่คำนึงถึงวิถีชีวิตของประชาชนทุกพื้นที่ ให้เกิดความยั่งยืนและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

” สิ่งที่ขาดไม่ใช่ความรู้ แต่คือการตัดสินใจและการลงมือทำอย่างจริงจัง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ต้องไม่เป็นเพียงนโยบายในฤดูเลือกตั้ง แต่ต้องเป็นพันธกิจของรัฐบาลและรัฐสภาในทุกวัน เพื่อคุ้มครองสิทธิพื้นฐานของประชาชนในการมีอากาศที่สะอาดอย่างแท้จริง” นายวีระศักดิ์กล่าว