สสส.-คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. เปิดผลวิจัย 19 จังหวัด พบ “บุหรี่ไฟฟ้า” เจาะกลุ่มเด็กเยาวชนและผู้หญิง สูบเกิน 50% นักสูบ 70% ไม่เคยคำนวณค่าใช้จ่าย
สสส.-คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. เปิดผลวิจัย 19 จังหวัด พบ “บุหรี่ไฟฟ้า” เจาะกลุ่มเด็กเยาวชนและผู้หญิง สูบเกิน 50% นักสูบ 70% ไม่เคยคำนวณค่าใช้จ่าย แถมตกอยู่ในภาวะ “อคติชอบปัจจุบัน” เลือกสุขชั่วคราวมากกว่าความยั่งยืนด้านสุขภาพ-เงินออม ชี้สังคมเพื่อนมีอิทธิพลต่อการสูบมากกว่าครอบครัว รัฐบาล ลุยเต็มสูบสร้างสังคมไทยปลอดบุหรี่ไฟฟ้า รับข้อเสนอเชิงนโยบาย 4 ทางออก เน้นมาตรการภาษี มุ่งเป้ากฎหมายคุมจำหน่ายออนไลน์ สื่อสารภาระทางการเงินระยะยาว และออกแบบชุดนโยบายเน้นสะกิดพฤติกรรม-แรงกดดันจากสังคม

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 12 ม.ค. 2568 ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานสัมมนาเผยแพร่ผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นเรื่อง การศึกษาสถานการณ์ค่าใช้จ่ายในการสูบบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า และพฤติกรรมการสูบของกลุ่มผู้สูบต่างๆ ในประเทศไทยด้วยแบบจำลองทางเศรษฐมิติ พร้อมรับข้อเสนอเชิงนโยบายในการป้องกันและควบคุมยาสูบจาก สสส. และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์

โดย ดร.พรภัทร์ รอดโพธิ์ทอง บุญถนอม เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในการเป็นประธานเปิดการสัมมนาว่า รัฐบาลให้ความสำคัญแก้ไขปัญหาบุหรี่อย่างจริงจัง โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้าที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในกลุ่มเยาวชนและผู้หญิง ข้อมูลจากการศึกษาพบว่า บุหรี่ไฟฟ้าได้กลายเป็น “ประตูบานแรก” ที่ทำให้เยาวชนอายุ 15-20 ปี เริ่มสูบ ด้วยรูปลักษณ์และรสชาติ และมี “กับดักทางความคิด” ที่ทำให้ผู้สูบเชื่อผิดๆ ว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่อันตราย โดยส่วนใหญ่ 76.4% ไม่เคยคำนวณค่าใช้จ่ายรวมที่สูญเสียไปจากการสูบ และมีภาวะ “อคติชอบปัจจุบัน” (Present Bias) เลือกความสุขชั่วคราวจากการสูบมากกว่าการรักษาสุขภาพและการออมเงินในอนาคต ทั้งนี้ รัฐบาลมีความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าอย่างจริงจัง ทั้งการรณรงค์ป้องกัน การปราบปราม และการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในสังคม ลดผลกระทบด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมที่เข้มแข็ง มีสุขภาวะที่ดี และปลอดบุหรี่ไฟฟ้าอย่างแท้จริง

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ปัจจุบันโครงสร้างตลาดยาสูบเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจากการเข้ามาของบุหรี่ไฟฟ้า สสส. ได้สนับสนุนทีมวิจัยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศึกษาวิจัยสถานการณ์ค่าใช้จ่ายในการสูบบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า และพฤติกรรมการสูบ ในพื้นที่ 19 จังหวัด ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงความท้าทายใหม่ๆ ที่พบว่า บุหรี่ไฟฟ้าเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ คือกลุ่มเยาวชน 15-20 ปี เป็นผู้สูบถึง 48.95% และผู้หญิง 52.9% สาเหตุหลักที่ทำให้เข้าสู่วงจรการสูบไม่ใช่การติดนิโคติน แต่เป็น “รสชาติและกลิ่น” รวมถึงการมีภาพลักษณ์อุปกรณ์ที่ทันสมัย ขณะที่การซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะ LINE และ Facebook เป็นช่องทางหลักที่เยาวชนเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าได้ง่ายที่สุด นอกจากนี้ ยังมีเรื่องอคติทางพฤติกรรม (Behavioral Bias) ที่ทำให้ผู้สูบไม่ตระหนักถึงภาระทางการเงินและสุขภาพในระยะยาว โดยผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าประเมินอันตรายต่อตนเองต่ำที่สุด ส่วนการสูบบุหรี่มวนยังคงเป็นการสูบที่พบมากที่สุดถึง 66.8% ในจำนวนนี้ สูบเป็นประจำทุกวัน 73% ส่วนใหญ่ซื้อจากร้านขายของชำและร้านสะดวกซื้อ อย่างไรก็ตาม ผู้สูบตระหนักว่าการเลิกสูบจะช่วยประหยัดเงินได้ รวมถึงมองว่าอันตรายจากบุหรี่มวนทั้งต่อตนเองและผู้อื่นสูงกว่าบุหรี่ไฟฟ้า
“หัวใจสำคัญของการวิจัยในครั้งนี้คือ การนำแบบจำลองทางเศรษฐมิติ และแนวคิดเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม มาช่วยวิเคราะห์ให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของรายได้ และแรงจูงใจที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่มประชากร ทั้งเยาวชน ผู้หญิง และกลุ่ม LGBTQIA+ อย่างความนิยมบุหรี่ไฟฟ้าพบว่า กลุ่ม LGBTQIA+ สูบบุหรี่ไฟฟ้ามากกว่าผู้ชาย และประเมินตนเองว่ามีความรู้สูงสุด ยอมรับความเสี่ยงต่อสุขภาพได้มากที่สุด ขณะที่ผู้ชายมีค่าใช้จ่ายบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้าเฉลี่ยต่อเดือนสูงสุด 925.56 บาท กลุ่ม LGBTQIA+ อยู่ที่ 847.70 บาท และผู้หญิงมีค่าใช้จ่ายต่ำสุด 697.09 บาท ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการออกแบบชุดนโยบายสุขภาพสาธารณะที่เน้นการสะกิดพฤติกรรม (Nudge) เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการควบคุมยาสูบของไทยต่อไป” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว

ผศ.ดร.วศิน ศิวสฤษดิ์ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวว่า การศึกษาดังกล่าวได้เก็บตัวอย่างจากกลุ่มผู้สูบบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้าในไทย 5,072 คน มีทั้งเพศชาย หญิง และ LGBTQIA+ อายุตั้งแต่ 15-60 ปี กระจายทุกภาคของไทยรวม 19 จังหวัด มีการวิเคราะห์เชิงลึกทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ทำให้ค้นพบอคติทางพฤติกรรมที่เป็นอุปสรรคต่อการเลิก คือ 1.อคติชอบปัจจุบันที่ผู้สูบส่วนใหญ่เห็นแก่ความสุขเล็กน้อยในวันนี้มากกว่าสุขภาพที่ดีในอีก 5-10 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะกลุ่ม LGBTQIA+ 2.ปัญหาการมองแคบ ผู้สูบส่วนใหญ่ 76.4% ไม่เคยคิดยอดรวมเงินที่เสียไปกับการสูบตลอดชีวิต ทำให้ไม่รู้สึกถึงภาระทางการเงินที่แท้จริง 3.กลัวความสูญเสีย ผู้สูบรู้สึกเป็นทุกข์จากการ “ไม่ได้สูบ” ถึง 2.5 เท่า ทำให้การตัดสินใจเลิกบุหรี่ทำได้ยาก ซึ่งพบมากสุดในกลุ่มเยาวชน
“ข้อมูลเชิงลึกด้านทัศนคติ พบว่า กลุ่มที่มีการศึกษาสูง (ปริญญาตรีขึ้นไป) มีความเข้าใจผิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวน โดยผู้สูบที่มีพฤติกรรมสูบทันทีภายใน 5 นาทีหลังตื่นนอน สูงถึง 14.6% สะท้อนการเสพติดนิโคตินระดับรุนแรง โดยคนที่มีเพื่อนสูบบุหรี่มีสูงถึง 86.3% และมีคนในครอบครัวสูบบุหรี่มีเพียง 46.1% ชี้ให้เห็นว่าสังคมเพื่อนมีอิทธิพลมากกว่าคนในบ้าน ส่วนการวิเคราะห์ค่าความยืดหยุ่น พบว่าบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้ามีค่าความยืดหยุ่นใกล้เคียงกัน แม้รายได้จะเปลี่ยนไป แต่พฤติกรรมการสูบกลับไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง โดยกลุ่มที่สูบทั้งบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้ามีค่าความยืดหยุ่นสูงถึง 0.47 สะท้อนว่าหากคนกลุ่มนี้มีรายได้มากขึ้น จะใช้เงินไปกับการสูบเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว” ผศ.ดร.วศิน กล่าว

ผศ.ดร.วศิน กล่าวต่อว่า ทีมวิจัยมีข้อเสนอเชิงนโยบายคือ 1.ควรใช้มาตรการทางภาษีเพื่อเพิ่มราคาบุหรี่ เนื่องจากค่าความยืดหยุ่นต่อรายได้ต่ำ และกลุ่มเยาวชนมีความอ่อนไหวต่อราคา จะส่งผลให้ลดปริมาณการสูบลงได้ 2.มุ่งเป้าไปที่เยาวชนและบุหรี่ไฟฟ้า ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายและควบคุมช่องทางการตลาดออนไลน์อย่างเข้มงวด 3.สื่อสารภาระทางการเงินระยะยาว ควรเน้นย้ำถึง “มูลค่าของการประหยัดในระยะยาว” ที่จะเกิดขึ้นหากเลิกสูบ แทนการสื่อสารถึงภาระในปัจจุบันซึ่งผู้สูบส่วนใหญ่ไม่รู้สึก 4.ออกแบบโครงการเลิกสูบโดยใช้แนวคิดเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ได้แก่ เอาชนะอคติชอบปัจจุบันที่ให้รางวัลหรือแรงจูงใจในการเลิกสูบระยะยาวที่ชัดเจน หรือใช้เครื่องมือผูกมัดตนเอง และการสะกิดพฤติกรรม (Nudge) ตามกลุ่มเป้าหมาย โดยกลุ่มเยาวชนเน้นเรื่องบรรทัดฐานทางสังคม และแรงกดดันจากเพื่อน (Peer Pressure) เช่น สร้างค่านิยม “สูบ = ไม่เท่” หรือ “สูบ = เห็นแก่ตัว”, กลุ่มสูบเพราะเครียด สร้างทางลัดทางความคิดใหม่ เช่น “ถึงเครียด ก็ไม่สูบ”, กลุ่มสูบแบบเสพติด ใช้เครื่องมือผูกมัดที่เชื่อมโยงกับแรงจูงใจทางการเงินและสังคม และกลุ่มทั่วไป ให้ข้อมูลเพื่อเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพ เช่น แคมเปญ “บุหรี่ไฟฟ้า รู้มั้ยว่าร้าย ร้ายจัด…กว่าที่คิด” เพื่อชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงจากการสุบบุหรี่มีมากกว่าที่คิด

