ในประเทศ

ผู้จัดการ สสส.ย้ำมุ่งมั่นผนึกภาคีทุกภาคส่วนเพื่อลดอุบัติเหตุสงกรานต์

ผู้จัดการ สสส.ย้ำมุ่งมั่นผนึกภาคีทุกภาคส่วนเพื่อลดอุบัติเหตุสงกรานต์ จับมือภาควิชาการถอดบทเรียนให้รู้ถึงต้นเหตุการเกิดอุบัติเหตุ หนุนใช้เทคโนโลยี-ใช้สื่อต่างๆรณรงค์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผิดๆ พร้อมร่วมมือรัฐสภาเดินหน้าขับเคลื่อนสร้างเสริมสุขภาพที่ดีให้คนไทยได้อย่างยั่งยืน

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวถึงการรณรงค์การป้องกันอุบัติเหตุของ สสส.ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ว่า สสส.ได้ร่วมรณรงค์การป้องกันอุบัติเหตุกับภาคีภาคส่วนต่างๆ ทั้งเรื่องของภาควิชาการกับศูนย์วิจัยความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) โดยรวบรวมบทเรียนสถิติการเกิดอุบัติเหตุในแต่ละปี เช่น บทเรียนที่แลกมาด้วยน้ำตา เป็นการรวมถึงสาเหตุต่างๆของการเกิดอุบัติเหตุที่มีการบาดเจ็บ พิการ หรือเสียชีวิต เพื่อถ่ายทอดเตือนผ่านสื่อช่องทางต่างๆ การสื่อสารผ่านสปอตรณรงค์ต่างๆ เช่น เมาไม่ขับกลับบ้านปลอดภัย การรณรงค์เรื่องการดื่มเหล้าเมาถึงสมอง เนื่องจากการดื่มทำให้สมองตอบสนองได้ช้าลง ทั้งเรื่องการเบรกรถและการใช้ความเร็วรถ นอกจากนี้ สสส.ยังทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายในส่วนพื้นที่เสี่ยงกว่า 200 อำเภอ โดยชักชวนให้กำนันผู้ใหญ่บ้าน และอาสาสมัครสาธารณะ (อสม.) เป็นแกนนำจัดตั้งด่านชุมชน เฝ้าระวังและตรวจตักเตือนในช่วงเทศกาล เพื่อให้ชุมชนมีการตระหนักรู้เรื่องอุบัติเหตุ

นอกจากนี้ สสส.ได้รณรงค์ สวมหมวกกันน็อค โดยสร้างการรับรู้และตระหนักถึงผลกระทบของการไม่สวมหมวกกันน็อคที่ส่งผลอันตรายต่อสมอง เป็นการกระตุ้นเตือน และเชิญชวนผู้ใช้รถใช้ถนนกับกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์สวมหมวกกันน็อคทุกครั้งที่ต้องขับขี่ เพราะหมวกเป็นอุปกรณ์นิรภัยสำคัญที่จะช่วยป้องกันและลดความรุนแรงต่อการบาดเจ็บที่ศีรษะได้ 72 % และลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ถึง 39 % รวมทั้งได้ทำงานร่วมกับหมู่บ้านชุมชนในเรื่องของพื้นที่เล่นน้ำ งานบุญงานประเพณีต่างๆ มีการจำกัดควบคุมการสวมหมวกกันน็อค การตั้งด่านชุมชนดูแลเรื่องหมวกกันน็อค “อยากให้ท่องคาถาว่ากันน็อคใส่ 100 ครั้งเพื่อใช้ครั้งเดียว” เพราะไม่มีใครรู้ว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นตอนไหน การสอนให้เด็กๆฝึกสวมหมวกกันน็อคทุกคนเป็นการสร้างวินัยให้กับเด็กๆ

ในส่วนการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีช่วยลดอุบัติเหตุนั้น นพ.พงศ์เทพ กล่าวว่า  สสส.ร่วมกับแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) ภาคเหนือตอนบน นำกล้อง CCTV อัจฉริยะไปทดลองใน 5 อำเภอเสี่ยงในจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ อ.เมือง อ.สันทราย อ.สารภี อ.หางดง อ.แม่ริม โดยตรวจจับผู้ขับขี่ที่ไม่สวมหมวกกันน็อก ใช้ Software ติดตั้ง AI โดยกล้องสามารถตรวจจับภาพได้ชัดเจนแม้ในเวลากลางคืน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ภายใน 1 เดือน พบว่าประชาชนในพื้นที่ใส่หมวกกันน็อคเพิ่มขึ้นมากกว่า 20 % และร่วมกับตำรวจภูธร จ.เชียงใหม่และเครือข่าย สอจร.ในการพัฒนาเทคโนโลยีและศูนย์สารสนเทศเพื่อติดตามปัจจัยเสี่ยงทางถนน ขยายขีดความสามารถของการใช้เทคโนโลยี จัดเก็บข้อมูลปัจจัยเสี่ยง ซึ่งเทคโนโลยีต่างๆได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรม เกิดความร่วมมือสวมหมวกนิรภัยเพิ่มขึ้นในเป็นตัวช่วยสำคัญเพิ่มอัตราการสวมหมวกนิรภัยให้สูงขึ้น  

สำหรับการทำงานร่วมกับรัฐสภาและภาคีเครือข่ายการสร้างความปลอดภัยทางถนนผ่านบทบาทด้านกระบวนการนิบัญญัติตินั้น นพ.พงศ์เทพ กล่าวว่าช่วงต้นปี 2567 ที่ผ่านมา โดยท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาฯได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนน โดยตั้งแต่คณะกรรมการของรัฐสภาเข้ามามีบทบาทสำคัญทั้งในส่วนของ สส.และ สว. ขณะนี้เองกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และเตรียมการที่จะมีการประชุมเพื่อหารือและวางแผนการทำงานในการขับเคลื่อนเชิงกฎหมาย เช่น การร่างกฎหมาย หรือปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่ให้เหมาะสมมากขึ้น ทั้งบทลงโทษ หรืออาจนำกระบวนการอื่นมาใช้ผลักดันการบังคับใช้กฎหมายให้ดีขึ้น รวมทั้งเรื่องการส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมาย ขณะที่ทาง สสส.เองมีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อน ภาคนโยบาย ภาคประชาสังคม และ ภาคประชาชนมาทำงานร่วมกัน และสร้างกฎหมายดีๆและบังคับใช้สำเร็จให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาร่วมกัน เชื่อว่าปัญหานี้จะแก้ไขสำเร็จได้ และที่สำคัญเริ่มที่รัฐสภาซึ่งเป็นต้นกำเนิดของกฎหมายทุกเรื่องในประเทศนี้ เชื่อว่าจะมีกฎหมายดีๆที่ช่วยให้คนไทยมีอายุค่าเฉลี่ยยืนยาวขึ้น

“สสส.ยึดมั่นตามวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพอย่างแน่วแน่ ที่มุ่งดำเนินการต่างๆ โดยเฉพาะการสร้างความตระหนักเรื่องพฤติกรรมเสี่ยงจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สนับสนุนการรณรงค์ลดการบริโภคควบคู่กับทำให้ประชาชนรับรู้กฎหมายใหม่ๆ ตลอดจนสนับสนุนการเสริมศักยภาพของชุมชน องค์กร หน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ผู้จัดการ สสส.กล่าวย้ำ