สสส.แจงปมเงินกองทุน ย้ำงานสร้างวัฒนธรรมลดเสี่ยงก่อนเกิดโรค
นอกจากข่าวน้ำท่วมที่ยังเป็นประเด็นที่ประชาชนเฝ้าติดตาม แต่ยังมีอีกข่าวหนึ่งที่ประชาชนให้ความสนใจไม่น้อยกว่าข่าวน้ำท่วม คือ ข่าว รัฐบาล และวุฒิสภา(สว.) ดาหน้าออกมาตั้งคำถามกับการใช้งบประมาณของ 4 กองทุน 1 ใน 4 กองทุนนั่นคือ สำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)
สำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จุดเริ่มต้นและกฎหมายจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2544 ตามพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 มีสถานะขององค์กร เป็นหน่วยงานของรัฐที่มิใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ (มีฐานะเป็นองค์การมหาชน/หน่วยงานอิสระ) อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยนายกรัฐมนตรี และพัฒนามาจากแนวคิดการสร้างเสริมสุขภาพ (Health Promotion) ที่สอดคล้องกับมติของสมัชชาสุขภาพโลก และต่อยอดมาจากงานด้านส่งเสริมสุขภาพเดิมที่เคยอยู่ภายใต้กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข รวมถึงความพยายามปฏิรูประบบสุขภาพของไทยในยุคนั้น โดย มีรายได้หลักมาจากเงินบำรุงกองทุนซึ่งจัดเก็บเพิ่มจากภาษีสรรพสามิตสินค้าประเภทสุราและยาสูบ (ภาษีบาป) ในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี เพื่อนำมาใช้ขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพและลดปัจจัยเสี่ยงในสังคมไทย
จากข้อความข้างต้นเป็นที่มาอย่างคร่าวๆของ สสส. และเริ่มเป็นข่าวร้อนแรงในช่วงหนึ่ง เดือนกว่าๆนี้ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและ สว.ได้ออกมาเคลื่อนไหวถามหาความโปร่งใสกับการใช้งบประมาณของ สสส. รวมทั้งการเคลื่อนไหวผ่านนาง/นายแบกลงในโลกโซเซียล เพื่อผลักดันให้งบประมาณที่ สสส.ได้รับโดยตรงจากภาษีบาปให้กลับมาอยู่ภายใต้การพิจารณาของรัฐบาล
“เอกภพ” แซะ สถาบันยุวทัศน์ ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
หลังจากมีข่าวที่จะให้งบประมาณที่ สสส.ได้รับกลับไปอยู่ในมือของรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยแพร่เนื้อหาในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ Facebook ชื่อ “หมอเอก Ekkapob Pianpises” ระบุว่า สถาบันยุวทัศน์ฯ ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก สสส. แบบใด รวมถึงไม่พบสถานะตามกฎหมายของสถาบันยุวทัศน์ฯ จนสร้างความสับสนให้ประชาชน และสร้างความเสียหายต่อการดำเนินงานของสถาบันยุวทัศน์ฯ นั้นy

เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2569 นายพชรพรรษ์ ประจวบลาภ เลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย (ยท.) ได้ออกมาชี้แจงว่า ยท. ได้รับการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลประเภท “มูลนิธิ” ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2568 แม้ว่าก่อนหน้านี้ ยท. ไม่ได้มีสถานะเป็นนิติบุคคล โดยดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง 15 ปี แต่ก็ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นองค์กรเครือข่ายทางวัฒนธรรม ตาม พ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2553 ก่อนจะมีการแจ้งความประสงค์ขอถอดถอนจากการเป็นองค์กรเครือข่ายทางวัฒนธรรม ต่อกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เนื่องจากบทบาท ภารกิจขององค์กร ไม่สอดคล้องต่อการทำงานตามกฎหมายดังกล่าว ซึ่งก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมูลนิธิสถาบันยุวทัศน์ประเทศไทย ก็ปฏิบัติงานภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตามมาตรา 42 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหกรณ์ สหภาพ องค์กร ชุมชน หรือหมู่คณะอื่น ซึ่งในกรณีนี้ ยท. เป็นการรวมกลุ่มของคนรุ่นใหม่ที่มีความพร้อมทางด้านการศึกษา ความเสียสละ ศักยภาพการบริหารงาน เพื่อช่วยรัฐทำบริการสาธารณะให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ซึ่งการไปรับงบประมาณจาก สสส.ก่อนเป็นนิติบุคคล ก็รับงบประมาณในนามบุคคลธรรมดา เพราะ สสส. เปิดกว้างให้ประชาชนและองค์กรทุกภาคส่วนสามารถขอรับการสนับสนุนโครงการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้แก่สังคมได้ ตามข้อบังคับของกองทุน สสส. แต่ไม่ได้ให้แบบเหมาจ่ายเหมือนการจัดซื้อจัดจ้างของส่วนราชการ การตรวจสอบการใช้งบประมาณผ่านการจ้างผู้ตรวจสอบบัญชีรับใบอนุญาต (CPA) ที่เข้ามาตรวจสอบก่อนเบิกจ่ายเงินในงวดถัดไป และปัจจุบันเป็นนิติบุคคลแล้ว ก็รับทุนในนามมูลนิธิ ซึ่งมีขั้นตอนการพิจารณางบประมาณ รูปแบบการใช้จ่าย ที่ไม่แตกต่างจากบุคคลธรรมดา
ทั้งนี้ นายพชรพรรษ์ ได้ตั้งข้อสงสัยว่า ทำไม นายเอกภพ ถึงโจมตี ยท. มาอย่างต่อเนื่อง หรืออาจเป็นเพราะ ยท. มีผลงานโดดเด่นด้านป้องกันนักสูบหน้าใหม่ ไม่สนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้าให้ถูกกฎหมาย ซึ่ง ยท. เป็นหัวเรือสำคัญเฝ้าระวังร้านบุหรี่ไฟฟ้าในกรุงเทพฯ นำมาสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดจำนวนมาก จนร้านค้าบุหรี่ไฟฟ้าใน กรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจเป็นความขัดแย้งหรือไม่ที่ในอดีตนายเอกภพเคยมีป้ายหาเสียงที่ประกาศนโยบายสนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้าด้วยเช่น ภาพข่าวเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2566 ที่โพสต์ในข้อความว่า จะยกเลิก พ.ร.บ. ควบคุมยาสูบ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลักดันให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย และแก้ พ.ร.บ. สสส. เป็นต้น
หลังจากที่นายพชรพรรษ์ ออกมาชี้แจงมาแล้วทุกอย่างก็เงียบกริบ…….
ตั้งคำถามโฆษกรัฐบาล สื่อสสารแบบนี้เอา “สสส.มาเป็นแพะหรือไม่?”

ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า หากมองว่า ผลงานของ สสส. ทำให้คนสูบบุหรี่น้อยลง ทำให้รัฐจัดเก็บภาษีได้น้อยลง ควรเป็นเรื่องดี ไม่ใช่เรื่องแย่ไม่ใช่หรือ? หรือโครงการใดๆ ที่ สสส. สนับสนุนให้ประชาชนดูแลสุขภาพดีขึ้น ส่งผลให้บริโภคสินค้าที่ทำลายสุขภาพ ทั้งบุหรี่ สุรา น้อยลง ถือว่าเป็นเรื่องดี
ศ.นพ.มานพ กล่าวว่า ถ้าการทำงานของ สสส. ส่งผลให้รัฐบาลจัดเก็บภาษีสรรพสามิตลดลงด้วยเหตุผลข้างต้น ถือเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุนด้วยซ้ำ เพราะแม้ว่ารัฐจะจัดเก็บรายได้จากบุหรี่และสุราน้อยลง แต่รัฐจะมีภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคที่เกิดจากเหล้า บุหรี่ ในระยะยาวลดลงด้วย และภาระการรักษาโรคเหล่านี้สูงกว่าภาษีที่ได้มาก ส่วนเรื่องการปล่อยให้บริษัทบุหรี่ข้ามชาติ บุหรี่เถื่อน บุหรี่ไฟฟ้าเติบโตตามที่โฆษกรัฐบาลโพสต์ข้อความในเฟชบุ๊กนั้น เป็นหน้าที่การบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลไม่ใช่หรือ ไม่ใช่หน้าที่ขององค์กรสุขภาพที่จะไปไล่จับเขา เพราะ สสส. ไม่มีอำนาจหน้าที่จะไปจับกุมหรือดำเนินคดีใครได้ และกังวลว่า การสื่อสารแบบนี้ทำให้เกิดความเข้าใจผิด และเอา “สสส.มาเป็นแพะหรือไม่?”
“หากโฆษกรัฐบาลจะตั้งคำถามเรื่องกระบวนการใช้จ่ายเงิน การบริหารจัดการงบประมาณ เช่น การนำเงินไปใช้จ่าย และมีบุคคลเพียงบางกลุ่มอย่างเอ็นจีโอที่ได้ประโยชน์ รัฐก็ควรไปปรับปรุงเรื่องระบบการตรวจสอบ และความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ ไม่ใช่เรื่องของการแก้กฎหมายการกำหนดที่มาของเงิน ด้วยการทำลาย Earmarked Tax” ศ.นพ.มานพ กล่าว
สสส.ออกโรงแจงทุกข้อสงสัย

เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2569 ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ชี้แจงการบริหารเงินสำรอง ความคุ้มค่าของงบประมาณ และการจัดสรรทุนให้ภาคีเครือข่ายว่า สสส. ได้รับเงินสนับสนุนปีละประมาณ 4,000 ล้านบาท เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะ และจัดทำงบประมาณแบบสมดุลมาโดยตลอด โครงการที่ สสส. สนับสนุนมีทั้งระยะเวลา 1 ปี และต่อเนื่องมากกว่า 1 ปี โดยหลายโครงการใช้เงินประมาณ 40% ในปีแรก ส่วนอีก 60% ใช้ในปีที่ 2 หรือปีที่ 3 เงินส่วนนี้ สสส. ต้องเตรียมเงินสำรองไว้ให้ภาคีทำงานได้ต่อเนื่อง มีประมาณ 1,500-1,700 ล้านบาท สสส. ไม่สามารถใช้เงินจนเหลือศูนย์แล้วรอเงินสนับสนุนปีถัดไปได้ และไม่ใช้เงินเหลือลงทุนใหม่ทุกปี
“ขอยืนยันว่าสสส. บริหารเงินสำรองถูกต้องตามกฎหมาย ดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ร.บ.การบริหารทุนหมุนเวียน และพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง และได้มีการหารือคณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียน แล้วว่าคณะกรรมการกองทุน สสส. มีอำนาจในการกำหนดนโยบายและมีมติเห็นชอบกรอบนโยบายการลงทุน ซึ่งเป็นการบริหารเงินสำรอง สามารถลงทุนได้แต่ไม่ใช่เพื่อหากำไร เป็นการบริหารเงินที่ยังไม่ใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง” รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว
ดร.ประกาศิต กล่าวต่อว่า ขณะนี้คณะกรรมการกองทุน สสส. ชุดปัจจุบัน ต้องการทบทวนความถูกเกี่ยวกับกฎหมายของการลงทุน จึงให้ สสส. ส่งเรื่องไปยังสำนักงานกฤษฎีกา ประกอบกับเป็นช่วงสิ้นสุดสัญญาบริหารเงินสำรอง ซึ่งเงินส่วนใหญ่ฝากไว้ในบัญชีธนาคารหรือบริหารผ่านตราสารภาครัฐ ส่วนที่นำไปซื้อหุ้นมีสัดส่วนไม่เกินประมาณร้อยละ 10-12 ในระหว่างนี้ สสส. จึงได้นำเงินสำรองทั้งหมดนำไปฝากไว้ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตามคำแนะนำ
ดร.ประกาศิต กล่าวอีกว่า การบริหารงบประมาณสสส. ส่วนใหญ่ 40-50% สนับสนุนกลไกภาครัฐ ส่วนสนับสนุนเอ็นจีโอ ประมาณ 30% และส่วนที่เหลือกระจายไปยังชุมชน กลุ่มประชาชน คนตัวเล็กตัวน้อย และภาคส่วนอื่น ทั้งนี้ การทำงานกับภาครัฐยังมีช่องว่างบางด้านที่ต้องอาศัยภาคประชาสังคมร่วมดำเนินงาน ส่วนกรณีการให้ทุนภาคีเดิมบางส่วนเป็นไปเพื่อความต่อเนื่อง เพราะงานสร้างเสริมสุขภาพหลายเรื่องไม่อาจเห็นผลภายในโครงการเดียว หากมีผลลัพธ์และเกิดประโยชน์ต่อสังคม การได้รับทุนต่อก็ไม่ควรถูกมองว่าเป็นความผิดเพียงเพราะเป็นผู้รับทุนรายเดิม ทั้งนี้ ขอให้ระบุข้อวิจารณ์ให้ชัดเจนว่าเป็นกลุ่มใด เพื่อชี้แจงได้ตรงประเด็น โดยพิจารณาจากผลของงานและประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ
“บทบาทของ สสส. มุ่งเน้นการสนับสนุนงานวิชาการ ขับเคลื่อนนโยบาย และเปลี่ยนบรรทัดฐานทางสังคม เช่น พื้นที่ปลอดบุหรี่ การงดเหล้าเข้าพรรษา การรณรงค์ให้เหล้าเท่ากับแช่ง และกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี เพื่อสร้างทางเลือกและสภาพแวดล้อมที่ลดความเสี่ยงทางสุขภาพ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน ไม่ใช่ผลงานของ สสส. ทั้งหมด เพราะ สสส. เป็นกองทุนสนับสนุน ไม่มีหน่วยให้บริการโดยตรงหรืออำนาจบังคับใช้กฎหมาย แต่สนับสนุนกลไกหลักและภาคีเครือข่ายให้ร่วมกันดำเนินงาน ที่สำคัญงานสร้างเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บางเรื่องอาจใช้เวลามากกว่า 20 ปี จึงจะสะท้อนเป็นจำนวนผู้ป่วยและค่าใช้จ่ายภาครัฐที่ลดลง การประเมินความสำเร็จจึงไม่อาจดูเฉพาะผลระยะสั้นเพียงอย่างเดียว” ดร.ประกาศิต กล่าว

บทสรุปในวันนี้การทำงานของ สสส. ไม่ได้ทำแค่เรื่องของเหล้า บุหรี่ สวดวนต์ข้ามปีเท่านั้น สสส.ได้ทำงานร่วมมมือกับภาคีขับเคลื่อนงานด้านสุขภาวะให้ครอบคลุมในทุกๆมิติ โดยเปิดโอกาสให้ทุกชุมชนได้มีบทบาทในการขับเคลื่อนให้ประชาชนในชุมชนได้มีสุขภาพกายและใจที่ดีครบทุกมิติ ตามบริบทของชุมชนนั้นๆ โดยมี สสส.และภาคีร่วมทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา พี่เลี้ยงทางด้านวิชาการให้ชุมชนนั้น
ดังคำกล่าวข้างต้นของ ดร.ประกาศิตที่ว่า งานสร้างเสริมสุขภาพเป็นเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลายาวนั้น ไม่อาจประเมินความสำเร็จได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ผลงานของ สสส.และเครือข่ายมีผลงานเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า สสส.เป็นองค์กรหนึ่งที่ทำให้ประชาชนรู้ถึงภัยอันตรายของ เครื่องดื่มแอลกอฮฮล์ บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า โรคNDCs อื่นๆอีกมากมาย ที่ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคและอุบัติเหตุให้กับประชาชน ลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาให้กับภาครัฐ ตามแนวคิด”สร้างนำซ่อม”

