สสส. สานพลังกรมอนามัย-ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ-มูลนิธิศูนย์นมแม่ฯ ขับเคลื่อน “แนวทางเวชปฏิบัติ” หนุนหญิงตั้งครรภ์-หลังคลอดมีกิจกรรมทางกายอย่างปลอดภัย
สร้างกิจกรรมทางกายให้คุณแม่ สสส. สานพลังกรมอนามัย-ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ-มูลนิธิศูนย์นมแม่ฯ ขับเคลื่อน “แนวทางเวชปฏิบัติ” หนุนหญิงตั้งครรภ์-หลังคลอดมีกิจกรรมทางกายอย่างปลอดภัย ชูหลักฐานช่วยส่งเสริมสุขภาพแม่-พัฒนาการลูก ขยายชุดความรู้สู่ “โรงเรียนพ่อแม่-คลินิกฝากครรภ์คุณภาพ” ทั่วประเทศ

น.ส.นิรมล ราศรี ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวในงานรณรงค์ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เนื่องในสัปดาห์นมแม่โลกและวันแม่แห่งชาติปี 2569 ว่า การส่งเสริมกิจกรรมทางกายในหญิงตั้งครรภ์และหลังคลอดเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของแผนยุทธศาสตร์การส่งเสริมกิจกรรมทางกายและยุทธศาสตร์สุขภาวะปฐมวัยของ สสส. ที่มุ่งสร้างรากฐานสุขภาวะตั้งแต่ช่วง “มหัศจรรย์ 2,500 วันแรกของชีวิต” เพราะสุขภาพและพฤติกรรมของแม่ตั้งแต่ตั้งครรภ์มีความสำคัญต่อสุขภาวะของทั้งแม่และลูก สสส. จึงร่วมกับภาคีผลักดันแนวทางเวชปฏิบัติจากองค์ความรู้ทางวิชาการไปสู่การใช้งานจริง เพื่อให้การมีกิจกรรมทางกายอย่างเหมาะสมเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลหญิงตั้งครรภ์และหลังคลอด และสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และสนับสนุนให้หญิงตั้งครรภ์และคุณแม่หลังคลอดมีกิจกรรมทางกายอย่างเหมาะสมและปลอดภัย
“แนวทางเวชปฏิบัติการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในหญิงตั้งครรภ์และหลังคลอด สสส. มุ่งขยายผลผ่าน 3 กลไกสำคัญ คือ 1. การสื่อสารสร้าง Active Society ด้วยชุดความรู้และสื่อที่เข้าใจง่าย เพื่อสร้างความมั่นใจให้แม่และครอบครัวว่าหญิงตั้งครรภ์สามารถมีกิจกรรมทางกายได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย 2. การนำองค์ความรู้และเครื่องมือต้นแบบลงสู่ชุมชน การนำองค์ความรู้และเครื่องมือต้นแบบลงสู่ชุมชน ผ่านโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และเครือข่ายท้องถิ่น พร้อมสอดแทรกใน ‘โรงเรียนพ่อแม่’ และ ‘คลินิกฝากครรภ์คุณภาพ’ 3. การสนับสนุนองค์ความรู้ร่วมกับภาคีวิชาการ เพื่อให้หญิงตั้งครรภ์และคุณแม่หลังคลอดทุกพื้นที่เข้าถึงข้อมูลและคำแนะนำที่ถูกต้อง นำไปปฏิบัติได้จริง และมีสุขภาวะที่ดีทั้งแม่และลูก” น.ส.นิรมล กล่าว

พญ.ศิริพร กัญชนะ ประธานมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย กล่าวว่า หลักฐานทางการแพทย์พบว่า การมีกิจกรรมทางกายอย่างเหมาะสมระหว่างตั้งครรภ์ส่งผลดีต่อสุขภาพของแม่และลูก โดยคุณแม่ที่ออกกำลังกายมีแนวโน้มที่รกจะมีขนาดใหญ่ขึ้น ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดและสารอาหารไปสู่ทารก และมีข้อมูลวิจัยที่พบว่าทารกของมารดาที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอมีแนวโน้มพัฒนาการทางสมองที่ดีขึ้น ขณะที่ในระยะหลังคลอด การออกกำลังกายระดับปานกลาง สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 20 นาที ไม่ส่งผลกระทบต่อปริมาณหรือคุณภาพของน้ำนมแม่ และยังมีส่วนช่วยลดภาวะซึมเศร้าหลังคลอด รวมถึงส่งเสริมสุขภาพกายและสุขภาพจิตของแม่

พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัยมุ่งบูรณาการการส่งเสริมกิจกรรมทางกายเข้าสู่ระบบฝากครรภ์คุณภาพ เพื่อให้การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตหญิงตั้งครรภ์ โดยขับเคลื่อนตั้งแต่ “ต้นน้ำ” ผ่านการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ลดความเชื่อที่ว่าหญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหว “กลางน้ำ” ด้วยการบูรณาการกิจกรรมทางกายในคลินิกฝากครรภ์ (ANC) เพื่อสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ให้แม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และ “ปลายน้ำ” ด้วยการสร้างระบบนิเวศ สื่อ และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย เพื่อให้หญิงตั้งครรภ์สามารถออกกำลังกายได้อย่างมั่นใจ ถูกต้อง และเหมาะสมกับแต่ละช่วงอายุครรภ์

ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.พัญญู พันธ์บูรณะ ประธานอนุกรรมการอนามัยแม่และเด็ก ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยได้จัดทำแนวทางเวชปฏิบัติ (Clinical Practice Guideline: CPG) โดยอ้างอิงหลักฐานเชิงประจักษ์และคำแนะนำของ ACOG และองค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์และหลังคลอดที่ไม่มีข้อห้ามทางการแพทย์ มีกิจกรรมทางกายแบบแอโรบิกระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เช่น การเดินเร็วหรือปั่นจักรยานอยู่กับที่ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงภาวะครรภ์เป็นพิษ ความดันโลหิตสูง เบาหวานขณะตั้งครรภ์ และภาวะซึมเศร้าหลังคลอด โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์

“แนวทางเวชปฏิบัติยังครอบคลุมการประเมินความปลอดภัยตามหลักการประเมินความเหมาะสมและความปลอดภัยของกิจกรรมทางกายตามหลัก Frequency, Intensity, Time และ Type (FITT) ข้อห้ามทางการแพทย์ สัญญาณเตือนที่ต้องหยุดออกกำลังกาย รวมถึงคำแนะนำเรื่องการยกของหนักตามช่วงอายุครรภ์ เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์มีแนวทางเดียวกันในการให้คำแนะนำหญิงตั้งครรภ์และหลังคลอดอย่างถูกต้องและปลอดภัย โดยจะมีการแถลงรายละเอียดทางวิชาการเพิ่มเติมในเดือนตุลาคม เพื่อผลักดันแนวทางดังกล่าวไปสู่การใช้ในระบบบริการสุขภาพต่อไป” ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.พัญญู กล่าว

