ทั่วโลกเผชิญปัญหา AMR ภัยร้ายคุกคามสุขภาพคน-สัตว์
ปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial Resistance หรือ AMR )เป็นปัญหาที่มีมานาน แต่เพิ่งได้เป็นประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ปัญหาของ AMR ได้ส่งผลกระทบให้ทุกประเทศเกิดวิกฤตสุขภาพระดับโลกที่ส่งผลให้การรักษาทำได้ยากขึ้นและมีคามเสี่ยงที่จะไม่มียาต้านจุลชีพที่ยังคงมีประสิทธิภาพใช้เมื่อติดเชื้อดื้อยา
ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมขับเคลื่อนกว่า 30 องค์กร ได้จัดงานการประชุมสัมมนาระดับชาติ เรื่อง การดื้อยาต้านจุลชีพ ครั้งที่ 5 “One Health, One Future: Act Now on AMR” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-12 มิ.ย. 2569ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ

สำหรับ AMR คือภาวะที่เชื้อโรค เช่น แบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อรา มีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาตัวเองจนยาที่เคยใช้รักษาไม่ได้ผล ทำให้เชื้อยังคงเจริญเติบโตและก่อให้เกิดการติดเชื้อรุนแรง โดยเป็นวิกฤตสุขภาพระดับโลกที่ส่งผลให้การรักษาทำได้ยากขึ้น

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัญหาเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพจัดเป็นภัยเงียบที่มองไม่เห็น แต่ผลกระทบเกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของประชาชนทุกคน โดยมีผู้เสียชีวิตเกี่ยวกับเชื้อดื้อยาประมาณ 1.27 ล้านคนต่อปี หากไม่มีมาตรการรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ จะมีผู้เสียชีวิตสะสมมากกว่า 39 ล้านคนใน 5 ปีต่อมา โดยผลกระทบจากการใช้ยาปฏิชีวนะ ยาต้านไวรัสต่างๆ ที่อาจจะไม่ได้เป็นไปตามคำแนะนำทางการแพทย์ จะทำให้เกิดการดื้อยา เหมือนตำรวจจับผู้ร้าย คือ เมื่อร่างกายรับยาเข้าไปเรื่อยๆ เชื้อโรคมีการปรับตัว ทำให้เกิดการดื้อยา ยามีประสิทธิภาพน้อยลง ถามว่าเชื้อโรคกับยาสิ่งไหนจะถูกพัฒนาเร็วกว่ากัน ก็มีความเสี่ยงที่จะพัฒนายาได้เร็วไม่ทันกับการปรับตัวของเชื้อโรค ฉะนั้น สิ่งที่ควรต้องทำคือไม่ใช้ยาเกินกว่าความจำเป็น เพื่อไม่ให้เชื้อโรคดื้อยาและผลิตยาไม่ทัน ไม่ใช่แค่มนุษย์ แต่รวมถึงยาที่ฉีดในสัตว์ กระทบไปถึงของเสียที่ออกมาในระบบบำบัดสู่สิ่งแวดล้อม จะต้องมองเป็นภาพรวม จึงต้องใช้กรอบการทำงานของ One Health ประกอบด้วย คน สัตว์ อาหาร และสิ่งแวดล้อม

นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ เป็นหนึ่งในภัยคุกคามสำคัญของระบบสุขภาพไทยและโลก โดยไทยมีผู้เสียชีวิตเกี่ยวกับเชื้อดื้อยามากกว่า 3.8 หมื่นรายต่อปี เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากกว่า 4 หมื่นล้านบาทต่อปี ส่งผลกระทบสุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง สธ. จึงขับเคลื่อนตามแนวทางสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health Approach) ร่วมกับภาคีเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อุบัติการณ์ติดเชื้อดื้อยาในกระแสเลือดลง 11% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า การสร้างความตระหนักรู้เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน
ทั้งนี้ ได้มีการกำหนดเป้าหมายให้ลดการเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพให้ได้ 10% ภายในปี 2573 ทั้งนี้ ช่วงเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ตนได้เข้าร่วมการประชุมสมัชชาอนามัยโลก 2569 มีประเทศสมาชิกให้การรับรองแผนปฏิบัติการระดับโลกสำหรับปี 2026-2036 ขององค์การอนามัยโลก ที่เป็นกรอบการดำเนินงานสำคัญของโลกในทศวรรษใหม่เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนต่อเนื่อง ซึ่งประเทศไทยก็จะจัดทำกรอบการดำเนินการ 10 ปีเรื่องเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ โดยใช้กรอบ One Health เพื่อติดตามและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
สาเหตุหลักของการดื้อยา
สาเหตุหลักของ AMR เกิดจากการใช้ยาต้านจุลชีพที่เกินจำเป็นและใช้อย่างไม่เหมาะสมทั้งในคนและสัตว์การป้องกันและควบคุมโรคและการติดเชื้อที่ไม่รัดกุมการปนเปื้อนของเชื้อดื้อยาและยาต้านจุลชีพในสิ่งแวดล้อมปัจจัยเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้เชื้อแบคทีเรียเกิดการดื้อยา ส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งในคนสัตว์อาหารและสิ่งแวดล้อมรวมทั้งข้ามพรมแดนระหว่างประเทศได้

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสสส. กล่าว ข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพคนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 ปี 2567-2568 พบพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะของคนไทยอายุ 20ปีขึ้นไป มีการใช้ยาเกินจำเป็น ไม่สมเหตุสมผล โดยมีอาการหวัดใช้ยาปฏิชีวนะร้อยละ 57.2 รองลงมาคือ อาการท้องเสียเฉียบพลันใช้ยาร้อยละ 49.8 และแผลฉีกขาดใช้ยาร้อยละ 34.9 ซึ่งกลุ่มอาการเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ จึงอาจเป็นปัจจัยหลักนำไปสู่การดื้อยาปฏิชีวนะ และเป็นภัยคุกคามด้านสาธารณสุขระดับโลก เพราะทำให้การรักษาอาการติดเชื้อทั่วไปทำได้ยากขึ้นและมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น
“สสส. ส่งเสริมการสร้างความรอบรู้ความรอบรู้ (Health Literacy) ด้านการใช้ยาปฏิชีวนะ ตามแผนปฏิบัติการด้านการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566-2570 โดยได้ออกแบบชุดความรู้ สื่อ และกิจกรรมการรณรงค์ที่เหมาะสมกับพฤติกรรมของประชาชนในแต่ละช่วงวัย พร้อมสร้างเครือข่ายภาคประชาสังคม เครือข่ายนักสื่อสารสุขภาพ เพื่อให้ความรู้เรื่องการใช้ยาปฏิชีวนะ กลุ่มยาแก้ปวด และสมุนไพรที่ผสมสเตียรอยด์ อย่างสมเหตุผล โดยเฉพาะในกลุ่มคนวัยทำงาน ผู้สูงอายุ เกษตรกร และบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อนำไปสู่ปรับเปลี่ยนการพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะที่ถูกต้อง เหมาะสม“ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

ผลกระทบที่อันตราย
•รักษาไม่หายหรือหายช้า: โรคติดเชื้อธรรมดาอาจกลายเป็นโรคร้ายแรงที่รักษาไม่หาย
•ผลข้างเคียงรุนแรง: เมื่อยาหลักใช้ไม่ได้ผล แพทย์ต้องใช้ยาทางเลือกที่มีผลข้างเคียงสูงกว่า หรือต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลนานขึ้น
•ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น: การรักษาที่ซับซ้อนขึ้นทำให้มีค่าใช้จ่ายทั้งด้านสาธารณสุขและส่วนบุคคลเพิ่มขึ้นมหาศาล
ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย) มีบทบาทสำคัญทั้งในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติและในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลวงจรของยาต้านจุลชีพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตลอดกว่า 10 ปีของการดำเนินงานได้ดำเนินมาตรการสำคัญ ทั้งการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล การพัฒนามาตรฐานร้านยา การเฝ้าระวังคุณภาพและความปลอดภัยของยา ตลอดจนการปราบปรามผลิตภัณฑ์ยาที่ผิดกฎหมาย รวมถึงร่วมพัฒนาระบบเฝ้าระวังการบริโภคยาต้านุลชีพของประเทศ (Thai Survellance of Antinicrobial Consumption: Thai SAC เพื่อใช้ข้อมูลขับเคลื่อนนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยสามารถลดการใช้ยาต้านจุลชีพในมนุษย์ได้ร้อยละ 19.5และได้รับคะแนนการประเมิน Joint External Evaluation UEE) ด้าน AMR เพิ่มขึ้นจาก 3.0 เป็น 4.2 จากคะแนนเต็ม 5 สะท้อนความก้าวหน้าของประเทศในการขับเคลื่อนนโยบายตามแนวคิด One Health พร้อมเดินหน้าจัดทำแผนปฏิบัติการระยะต่อไป เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายระดับโลกอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ภญ.สุภัทรา ได้ให้คำแนะนำว่า เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการดื้ยาต้านจุลชีพเพิ่มขึ้นในอนาคต ประชาชนไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมากินเอง ควรให้แพทย์วินิจฉัยและสั่งจ่ายยาให้เท่านั้นกินยาให้ครบกำหนด แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว ต้องรับประทานยาให้หมดตามที่แพทย์สั่งเพื่อฆ่าเชื้อให้หมดไป ส่วนการป้องกันการติดเชื้อ หมั่นล้างมือให้สะอาด ปรุงอาหารให้สุก และรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน

