ในประเทศ

ต.แม่ทา จ.เชียงใหม่ ชูกลยุทธ์ 4 ต.แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

ภาคเหนือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ประสบปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างมาก และมีผู้ที่มีชื่อเสียงได้เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งปอดที่มีสาเหตุมาจากฝุ่น PM2.5 ส่วนสาเหตุของการเกิดฝุ่นก็เป็นอย่างที่ประชาชนรู้กันดีว่าเกิดจากไฟป่าทั้งตามธรรมชาติและการกระทำของมนุษย์ การเผาพื้นที่ทางการเกษตรตามความเชื่อในอดีต ควันจากท่อไอเสียของรถ และฝุ่นที่มาจากการก่อสร้าง ล้วนเป็นปัจจัยร่วมที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศได้ทั้งสิ้น

ในการประชุมระดับชาติเรื่อง มลพิษทางอากาศ PM2.5 ครั้งที่ 2 ที่ผ่านมา ได้มีการเปิดเวทีเสวนาสาธารณะภาคป่าไม้ ที่ได้หยิบยกการดำเนินงานป้องกันฝุ่น PM2.5 ที่มีสาเหตุมาจากไฟป่า และเผาพื้นที่การเกษตรของ จังหวัดเชียงใหม่ โดยเน้นให้ภาคประชาชนและองค์กรส่วนท้องถิ่นทำงานร่วมกันในการป้องกันการเกิดฝุ่น PM2.5 ที่ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการออกแบบการทำงานให้เหมาะสมกับบริบทของประชาชนในพื้นที่

นายณรงค์เดช  บุญมาอูป กำนันตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เล่าว่า ในตำบลแม่ทามีพื้นที่กว่า 70,000 ไร่ พบว่าแนวทางการป้องกันของไฟไหม้ในพื้นที่ มี 4 ตอ  คือ 1. ต้นตอ  คือ การล่าสัตว์ การเกษตร ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของชาวบ้าน  2. ตอบโต้/โจทย์ คือ  หากิจกรรมแก้ปัญหาเรื่องไฟ โดยให้ชาวบ้านช่วยกันคิด เช่น การทำแนวกันไฟเพื่อป้องกันไฟป่า ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วย  3. ต้อม(ข้อมูล) ข้อมูลที่ได้มาจากการเรียนรู้ เพื่อนำมาสรุปเป็นบทเรียนและหาวิธีตอบโต้ปัญหา รวมถึงการแก้ไขปัญหาที่เหนือการควบคุม และ 4. ต่างตอบแทน  พื้นที่ต้องหางบประมาณที่เป็นค่าตอบแทนให้คนทำงาน  โดยในพื้นที่แม่ทาจะใช้วิธีพึ่งตนเองในการจัดหาค่าตอบแทน

กำนันตำบลแม่ทา กล่าวว่า การดำเนินงานจะใช้วิธีการพูดคุยกัน ด้วยการสมมติว่ามีเหตุการณ์ไฟไหม้ และชาวบ้านจะป้องกันไฟป่าได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดการออกแบบการทำงานด้วยตนเอง เพราะทุกคนจะรู้จักพื้นที่ของตนเองเป็นอย่างดี ทำให้เกิดความยืดหยุ่นในการทำงาน

สิ่งที่ตามมาคือ เกิดมาตรฐานทางสังคมในชุมชน ส่งผลให้การทำงานใช้เวลาสั้นลง และกล้าที่จะตัดสินใจสุดท้ายจะเกิดความสมดุลในการใช้ประโยชน์และการอนุรักษ์ป่า และทำให้ชุมชนมีศักยภาพในการทำงานมากขึ้น ซึ่งการทำงานสามารถปรับเปลี่ยนแผนได้ตามสถานการณ์ของปีนั้นๆ

นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ไฟป่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่มีความซับซ้อน การจัดการไฟป่าจึงจำเป็นต้องใช้วิธีบูรณาการการจัดการไฟป่า ต้องมีแผนในการทำงาน ดังนั้นจะทำให้จังหวัดเชียงใหม่มีอากาศที่สะอาดได้ จะต้องมีการป้องกันและลดมลภาวะจากแหล่งกำเนิดฝุ่น ตามมาด้วยการลดผลกระทบสุขภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง และกลุ่มเฝ้าระวัง และจะต้องมีมาตรการเชิงรุกควบคู่ และสุดท้ายมาตรฐานการบริหารทั้งในเรื่องบุคลากร  การเติมข้อมูลความรู้ในส่วนที่ขาด และการแก้ไขพร้อมติดตามการทำงานในทุกขั้นตอน

ทั้งนี้นายทศพล ระบุว่า การหาจุดสมดุลในการทำงานให้ได้นั้นเพื่อที่จะได้แก้ไขปัญหาเรื่องดังกล่าวได้จริงจังเสียที

สุดท้าย ด้าน นายศรีสุวรรณ ควรขจร ประธานคณะกรรมการกำกับทิศทางด้านสิ่งแวดล้อมกับสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวว่า ในการพูดคุยวันนี้จะต้องมีการวางแฟลตฟอร์มการทำงาน และดูว่ามีข้อกฎหมายใดที่เป็นอุปสรรค พื้นที่สามารถตอบโจทย์การทำงานได้หรือไม่ หรือให้ท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทมากขึ้นโดยเฉพาะเรื่องการผันงบประมาณเข้ามา หรือส่วนการที่ทราบถึงปัญหาสามารถจัดสรรทรัพยากรเข้ามาผ่านหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้งบประมาณนั้นๆกระจายไปยังหน่วยงานต่างๆในพื้นที่ เช่น ป่าชุมชนของพื้นที่ ซึ่งจะเป็นการตอบโจทย์ของพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ให้ อบต.หรือท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทมากขึ้น  เพื่อสะท้อนขึ้นไปถึงในระดับนโยบายที่จะให้เห็นความสำคัญมากขึ้น เพื่อการจัดสรรงบประมาณลงมาเพื่อมาเติมเต็มส่วนที่ขาด เพื่อให้กลไกของท้องถิ่นหรือชาวบ้านขับเคลื่อนไปได้

ปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่ว่าจะเกิดจากธรรมชาติหรือน้ำมือมนุษย์ การป้องกันจะเกิดขึ้นได้จะต้องสร้างความตระหนักรู้ให้กับคนในชุมชน สร้างการมีส่วนร่วมระหว่างชุมชนและองค์กรท้องถิ่น เพื่อให้การทำงานขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อทุกชุมชน ทุกพื้นที่ตระหนักถึงภัยร้ายของ ฝุ่น PM2.5 แล้ว จะส่งผลให้เกิดการทำงาน ป้องกันที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชนนั้น และจะเกิดความยั่งยืนต่อไปในอนาคต