ในประเทศ

ชูโมเดล”บ้านเด็กอ่อนรังสิต” สร้างพี่เลี้ยงจิตอาสาสุขภาวะ4 มิติ

ประเทศไทยมีสถานสงเคราะห์ภายใต้การดูแลของกรมกิจการเด็กและเยาวชน(ดย.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) จำนวน 31 แห่ง ที่สามารถรองรับเด็กและเยาวชนที่ครอบครัวไม่มีความพร้อมในการดูแล และในขณะเดียวกันผู้ดูแลเด็กและเยาวชนในสถานสงเคราะห์มีจำนวนไม่เพียงพอด้วยข้อจำกัดในด้านต่างๆ ส่งผลให้เด็กและเยาวชนได้รับการพัฒนาทักษะด้านต่างๆไม่เต็มที่

ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงเป็นที่มาของจิตอาสาพัฒนาสุขภาวะทางปัญญา เมื่อเร็วๆนี้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) และกรมกิจการเด็กและเยาวชน(ดย.) และมูลนิธิสุขภาพไทย จัดกิจกรรม”เปิดบ้านเด็กอ่อนรังสิต แหล่งเรียนรู้งานอาสา สุขภาวะ 4 มิติ” ภายใต้โครงการจิตอาสาพัฒนาสุขภาวะทางปัญญา และคุณภาพชีวิตเด็กในสถานสงเคราะห์ ด้วยการเปิดรับอาสาสมัครพี่เลี้ยงที่จะเข้ามาดูแลเด็กแบบ 1:1 เพื่อพัฒนาทักษะเด็กและเยาวชนและสร้างสุขให้เด็กและเยาวชนครบทุกมิติ

-จิตอาสาสมัครพี่เลี้ยง แบบ 1:1 ไม่ได้ช่วยแค่เด็กและยังช่วยตัวอาสาสมัครและพี่เลี้ยงในสถานสงเคราะห์ ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ที่สถานสงเคราะห์เด็กอ่อน จ.ปทุมธานี เปิดโอกาสให้จิตอาสาสมัครเข้ามาช่วยดูแลเด็กและเยาวชนเพื่อพัฒนาสุขภาวะทางปัญญาและคุณภาพชีวิตเด็กในสถานสงเคราะห์ นางอุบลรัตน์ สุนทรมัจฉะ ผู้ปกครองสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนรังสิต เล่าว่า เด็กที่เข้ามาในสถานสงเคราะห์ เขาเข้ามาอยู่แบบไม่มีคนคุ้นเคย ถูกแยกจากครอบครัวทำให้มีความหวาดกลัว ไม่กล้าเข้าใกล้คนแปลกหน้า เล่นคนเดียว ส่งผลต่อการพัฒนาการในด้านต่างๆของเด็ก

การเปิดโอกาสให้จิตอาสาเข้ามาร่วมในการทำงาน โดยเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง ดย. และ สสส. ร่วมกับมูลนิธิสุขภาพไทย ภายใต้โครงการจิตอาสาพัฒนาสุขภาวะทางปัญญา และคุณภาพชีวิตเด็กในสถานสงเคราะห์ มีจุดเป้าหมายนำร่องเพื่อเปิดโอกาสให้จิตอาสาเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลและพัฒนาเด็ก โดยมีเป้าหมายที่สำคัญคือ ส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก,ส่งเสริมสุขภาวะ,สร้างความมั่นคงทางจิตใจ,พัฒนาทักษะทางสังคม และสร้างโอกาสในการเรียนรู้ โดยมีจิตอาสาเข้ามาทำงานอย่างต่อเนื่องถึง 74 คน ซึ่งการทำงานของที่สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนรังสิตมีมาตรฐานและกระบวนการทำงานที่ชัดเจนและสำคัญคือ เคารพสิทธิและประโยชน์ของเด็กสูงสุด ซึ่งอาสาสมัครที่เข้ามาจะผ่านกระบวนการคัดกรองและเตรียมความพร้อม เนื่องจากเด็กแต่ละคนมีพัฒนาการและการเรียนรู้ไม่เท่ากัน และการจับคู่ของเด็กและอาสาสมัครจะมีทีมสหวิชาชีพเข้ามาช่วย

“ภายหลังการดูแลเด็กเราจะมีการถอดบทเรียนร่วมกันตลอดกระบวนการทำงาน ผลที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่เด็กๆมีพัฒนาการด้านร่างกายและอารมณ์เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 80 ส่วนทางด้านจิตอาสาสมัครเขาพบว่าการทำงานกับเด็กทำให้พวกเขารู้สึกเชื่อมโยงกับเพื่อนมนุษย์มากขึ้น มีความผูกพัน เข้าใจผู้อื่น และมีความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดีขึ้น จิตอาสาสมัครกว่าร้อยละ 90 สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในเชงบวกของตนเอง” นาอุบัลรัตน์ กล่าว

-ความไม่พร้อมของครอบครัว คือสาเหตุหลักที่ผลักให้เด็กเข้าสถานสงเคราะห์มากขึ้น นางอภิญญา ชมภูมาศ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) กล่าวว่า ในไทยมีเด็กจำนวนหนึ่งต้องพักอาศัยในสถานรองรับและสถานสงเคราะห์ภายใต้การดูแลของ ดย. ซึ่งเป็นภาครัฐ 31 แห่ง และเอกชน 700 แห่ง เด็กและเยาวชนที่พักอาศัยในสถานรับรอง มีสาเหตุมาจากครอบครัวที่ไม่พร้อมในการเลี้ยงดู เช่น ความยากจน ปัญหายาเสพติด ปัจจุบัน ดย.ดูแลเด็กอยู่กว่า 2,000 คน แม้สถิติการเกิดของเด็กไทยจะลดลง แต่จำนวนเด็กที่เข้าสู่ระบบสงเคราะห์กลับมีความซับซ้อนของปัญหาเพิ่มขึ้นประมาณ 5-10% ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โครงการดังกล่าวจึงมุ่งเน้นการใช้ “จิตอาสา” เป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้าง “สุขภาวะทางปัญญา” (Spiritual Health) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็ก ลดภาวะหมดไฟ (Burnout) ของเจ้าหน้าที่ และสร้างความมั่นคงทางจิตใจให้แก่ตัวอาสาสมัครเอง โดยยึดหลักมาตรฐานสากลด้านสิทธิและการคุ้มครองเด็กเป็นหัวใจสำคัญ

ทั้งนี้มี งานพัฒนางานจิตอาสาในสถานรองรับเด็กนำร่อง 3 แห่ง ได้แก่ สถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนรังสิต และสถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านศรีธรรมราช ได้ผลักดันแนวปฏิบัติ มาตรการ และกลไกเชิงนโยบายเพื่อรองรับงานจิตอาสา สร้างความร่วมมือทางวิชาการ เช่น ระบบข้อมูล ถอดบทเรียน ให้งานอาสาสมัครให้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนในสถานรองรับเด็กด้วย ที่สำคัญ คือการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและอาสาสมัครให้มีสุขภาวะทางปัญญา ซึ่งจะส่งผลต่อการมีจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย

“สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนรังสิต ถือเป็นพื้นที่นำร่องแห่งแรกที่สะท้อนความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมในการพัฒนางานจิตอาสา ด้วยกระบวนการสร้างเสริมสุขภาวะทางปัญญาของ สสส. โดยสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนรังสิต จะทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบในการจัดระบบข้อมูล พัฒนากิจกรรมอาสา และยกระดับศักยภาพคนทำงาน เพื่อสร้างสุขภาวะครบทุกมิติให้แก่เด็ก อาสาสมัคร และบุคลากร พร้อมทั้งช่วยลดข้อจำกัดด้านกำลังคนในการดูแลเด็กของสถานสงเคราะห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืนอีกด้วย” นางอภิญญา กล่าว

-เปลี่ยนบทบาทของอาสาสมัครให้เป็น ‘หุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์’  นางญาณี รัชต์บริรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา สสส.กล่าว รายงานสถานการณ์ด้านเด็กและเยาวชน ปี 2568 โดย พม. พบมีเด็กและเยาวชนที่เข้ารับบริการสถานรองรับเด็ก สาเหตุจากเด็กอยู่ในครอบครัวยากจน 37.57% ผู้ปกครองไม่มีอาชีพ 9.15% และผู้ปกครองไม่สามารถเลี้ยงดูได้ 8.88% สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพจิตใจและพัฒนาการเด็ก สสส. จึงร่วมกับภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนงานส่งเสริมสุขภาวะทางปัญญาให้กับจิตอาสาและบุคลากรในสถานรองรับเด็ก เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด และเติบโตเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง

 “จากการนำกระบวนการสุขภาวะทางปัญญา (Spiritual Health) ไปใช้ในการพัฒนาจิตอาสา บุคลากร เด็กและเยาวชนในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนรังสิต พบเด็กมีพัฒนาการด้านร่างกายและอารมณ์เพิ่มขึ้น 80% อาสาและบุคลากรรู้สึกมีความเชื่อมโยงมนุษย์กับมนุษย์และสังคมเพิ่มขึ้น 90% ความสำเร็จที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสุขภาวะทางปัญญา ซึ่งเป็นเข็มทิศที่ช่วยให้คนทำงานสามารถจัดการกับประเด็นทางสังคมที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งผลให้เด็กมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ที่สำคัญ คือการเปลี่ยนบทบาทของอาสาสมัครให้เป็น ‘หุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์’ ในการยกระดับและดูแลสุขภาวะเด็กและเยาวชนร่วมกับบุคลากรของสถานรองรับอย่างเป็นระบบ” นางญาณี กล่าว

-จิตอาสาสมัครต้องเข้าใจว่าเด็กแต่ละคนต้นทุนชีวิตไม่เท่ากัน  นายวีรพงษ์ เกรียงสินยศ เลขาธิการมูลนิธิสุขภาพไทย กล่าวว่า โครงการจิตอาสาพัฒนา สุขภาวะทางปัญญาฯ มุ่งพัฒนาจิตอาสาและบุคลากรในสถานรองรับเด็ก ด้วยกระบวนการสุขภาวะทางปัญญา เริ่มตั้งแต่ทำความเข้าใจบทบาทหน้าที่อย่างเป็นระบบก่อนเริ่มงาน เสริมศักยภาพคนทำงานและอาสา เติมความรู้ด้านพัฒนาการเด็กสมวัยและการดูแลเด็กทุกคนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม หัวใจสำคัญอยู่ที่การออกแบบงานอาสาให้จับคู่กับเด็กแบบตัวต่อตัว เพื่อสร้างสัมพันธ์และความไว้วางใจเหมือนคนในครอบครัว ร่วมทำกิจกรรมและสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นประตูสู่การพัฒนาทั้งกาย ใจ สังคม และสติปัญญา นอกจากนี้ กระบวนการพัฒนาจิตอาสา ยังให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และพัฒนาสุขภาวะทางปัญญา ซึ่งที่ผ่านมาบุคลากรและอาสา เรียนรู้การรู้จักตนเอง พบความสุขจากการได้ทำงาน มีทักษะทำงานร่วมกับคนต่างวัยต่างความคิด เรียนรู้การสื่อสารด้วยความใส่ใจต่อกัน และช่วยกันพัฒนาเด็กอย่างมีเหตุผล

ข้อควรระวังและแนวทางสำหรับจิตอาสาสมัคร

การทำงานร่วมกับเด็กในสถานสงเคราะห์ต้องอาศัยความเข้าใจเป็นพิเศษในประเด็นดังต่อไปนี้:

ความเข้าใจในต้นทุนชีวิต: เด็กในสถานสงเคราะห์มีสภาพร่างกายและจิตใจที่แตกต่างจากเด็กในครอบครัวทั่วไป อาสาสมัครต้องปรับจูนความคาดหวังให้ตรงกับความเป็นจริง

การปรับตัวตามพัฒนาการ: ต้องตระหนักว่าเด็กกลุ่มนี้ต้องการการส่งเสริมพัฒนาการที่อาจแตกต่างจากเด็กทั่วไป

การปฏิบัติตามกฎกติกา: ต้องทำงานภายใต้กติกาสากลและมาตรการการคุ้มครองเด็กอย่างเคร่งครัด