ในประเทศ

สสส. จับมือ กทม. บังคับใช้กฎหมายคุมเหล้าฉบับใหม่ ห้ามขายเด็กต่ำ 20 ปี และคนเมา ฝ่าฝืนมีโทษหนักทั้งอาญา – แพ่ง

สสส. จับมือ กทม. บังคับใช้กฎหมายคุมเหล้าฉบับใหม่ ห้ามขายเด็กต่ำ 20 ปี และคนเมา ฝ่าฝืนมีโทษหนักทั้งอาญา – แพ่ง พร้อมชง กทม. ร่วมมือสรรพสามิตทำแมปปิ้งร้านค้า เจ้าหน้าที่ออกตรวจวัด KPI ดึงชุมชนแจ้งเบาะแสผ่าน Traffy Fondue

วันที่ 10 ส.ค. 2569 ที่โรงแรมเดอะฮอล์ บางกอก วิภาวดี 64 มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว พร้อมด้วย สำนักงานป้องกันและบำบัดการติดยาเสพติด สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) เครือข่ายชุมชนลดปัจจัยเสี่ยง และเครือข่ายองค์กรงดเหล้า สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์ “ร่วมสร้างสังคมปลอดภัย  เคารพกฎหมาย  ไม่ขายเหล้าให้เด็กและคนเมา” พร้อมเดินรณรงค์  ประชาสัมพันธ์ เชิญชวนผู้ประกอบการร้านค้า บริเวณท้ายซอยวิภาวดี 64  ชวนทำตามกฎหมาย งดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เด็กและคนเมา

นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า พบข้อมูลความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปี 2564 ที่สูงถึง 165,450.5 ล้านบาท คิดเป็น 1.02% ของ GDP โดยมีต้นทุนทางสังคมเฉลี่ยจากนักดื่ม 1 คน สูงถึง 498,196 บาท โดยเฉพาะนักดื่มชายสูงถึง 721,344 บาท และพบว่าคนไทยเกือบ 80% เคยได้รับผลกระทบทางร่างกาย จิตใจ หรือครอบครัวจากการดื่มของผู้อื่น ดังนั้น สสส. จึงร่วมกับ กทม. และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมรณรงค์ร่วมสร้างสังคมปลอดภัย เคารพกฎหมาย ไม่ขายเหล้าให้เด็กและคนเมา เพื่อสร้างความตระหนักรู้ต่อ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ให้แก่ 50 สำนักงานเขตของ กทม. นำไปสร้างกระแสปฏิเสธการจำหน่ายสุราแก่เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี และผู้ที่มีอาการมึนเมาอย่างจริงจัง

นางสาวรุ่งอรุณ กล่าวต่อว่า กฎหมายฉบับใหม่ เป็นความก้าวหน้าระดับสากลที่เพิ่มมาตรการคุมเข้มหลายด้าน อาทิ การเพิ่มอำนาจให้ผู้ขายขอดูบัตรประชาชนและตรวจสอบอาการมึนเมาก่อนจำหน่าย โดยหากขายให้เด็กหรือคนเมาเป็นเหตุเกี่ยวเนื่องให้เกิดอุบัติเหตุ ความรุนแรง หรือความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น ร้านค้าจะต้องร่วมรับผิดชอบทางแพ่งด้วย ​ทั้งนี้ สสส. ย้ำว่าการสร้างสังคมปลอดภัยต้องอาศัยความร่วมมือและจิตสำนึกรับผิดชอบจากผู้ประกอบการและชุมชน ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย ป้องกันความสูญเสียและปกป้องอนาคตของเยาวชนอย่างยั่งยืน

ด้าน นายไพฑูรย์ งามมุข รองผู้อำนวยการสำนักอนามัย กทม. กล่าวว่า พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ แก้ไขเพิ่มเติม  มีเจตนารมณ์ในการป้องกัน และลดผลกระทบที่เกิดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การคุ้มครองเด็ก เยาวชนไม่ให้เป็นนักดื่มหน้าใหม่ และคุ้มครองสุขภาพของประชาชน จึงกำหนดกรอบกติกาชัดเจน เพื่อปกป้องชีวิตและสร้างสังคมที่ปลอดภัย การรณรงค์ในวันนี้ไม่ใช่เพียงการป้องปราม แต่ คือการสร้างจิตสำนึกร่วม ไม่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้แก่เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี และปฏิเสธการขายให้ผู้ที่อยู่ในอาการมึนเมา เพื่อลดความสูญเสียต่อสุขภาพ ชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน โดยทั้ง 50 เขตของกทม. พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด  โดยเฉพาะบรรดาผู้ประกอบการที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  ต้องมีส่วนสำคัญในการร่วมสร้างความปลอดภัยให้สังคม เพิ่มความรับผิดชอบให้สูงขึ้น

นายธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการเครือข่ายองค์กรงดเหล้า กล่าวว่า การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่กรุงเทพฯ ผลสำรวจปี 2567 กลุ่มผู้ดื่มอายุ 15 ปีขึ้นไปในกรุงเทพฯ  มีอัตรา 32.9% เพิ่มขึ้นจากช่วงปี 2560 ซึ่งอยู่ที่ 25.3% ขณะที่กลุ่มเด็กและเยาวชนอายุ 15–19 ปี มีอัตราการดื่มอยู่ที่ 8.5% แม้ตัวเลขรวมของ กรุงเทพฯ จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ ซึ่งอยู่ที่ 35.2 % และกลุ่มเยาวชนอยู่ที่ 9.6 % แต่ด้วยความเป็นเมืองหลวงที่มีประชากรหนาแน่นและซับซ้อน กรุงเทพฯ จึงยังคงเป็นพื้นที่เป้าหมายสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะปัญหาผลกระทบจากการเมาแล้วขับที่มีสัดส่วนค่อนข้างสูง

นายธีระ กล่าวต่อว่า พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ ถือว่ามีความสำคัญโดยมาตรา 29 มีการเพิ่มโทษการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ เด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี จากเดิมปรับไม่เกิน 20,000 บาท ก็เพิ่มขึ้น 5 เท่า เป็นปรับสูงสุด 100,000 บาท พร้อมกำหนดข้อกฎหมายให้ฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งกับทางร้านค้าได้ หากขายสุราให้เด็กแล้วเด็กนำไปก่อเหตุจนเกิดผู้เสียหาย นอกจากนี้ กฎหมายยังให้อำนาจผู้ขายในการขอตรวจบัตรประชาชนกรณีที่ไม่แน่ใจเรื่องอายุของผู้ซื้ออีกด้วย อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายคือการแอบขายในพื้นที่ลับตาและผู้ประกอบการมักอ้างว่าไม่รู้กฎหมาย จึงเสนอให้ร่วมมือกับกรมสรรพสามิต มีการจัดทำแผนที่ร้านค้า (Mapping) ในแต่ละเขต เพื่อล้อมกรอบจุดเสี่ยงที่เด็กเข้าถึงได้ง่าย แล้วให้เจ้าหน้าที่ใช้ระบบดิจิทัลบันทึกการเข้าตรวจเตือนร้านค้าเป็น KPI รวมถึงดึงชุมชนช่วยแจ้งเบาะแสกระทำผิดหรือการแอบขายเหล้าให้เด็กผ่านระบบ Traffy Fondue  เป็นต้น