SOOK CITY : เมืองสุขที่สร้างได้จริงจากความเหลื่อมล้ำ
จากความเหลื่อมล้ำทางสังคมตั้งแต่เกิดจนถึงตาย ทำให้ประชาชนที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการต่างๆในช่วงชีวิตของเขาได้ ส่งผลให้คนกลุ่มนี้ขาดความสุข จะดีหรือไม่ถ้าสังคมช่วยกันลดความเหลื่อมล้ำให้กับคนกลุ่มนี้ เพื่อความสุขที่ยืนยาวและยั่งยืน

การจัดงานสุขมาราธอน ครั้งที่ 2 : เวทีเชื่อมโยงต้นแบบสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ภายใต้แนวคิด “SOOK CITY : เมืองสุขที่สร้างได้จริงจากความเหลื่อมล้ำ สู่การลงทุนเพื่อผลลัพธ์ของประเทศไทย” เพื่อสะท้อนความสำเร็จในการบูรณาการความร่วมมือข้ามหน่วยงานและการลงทุนเพื่อผลลัพธ์ (Social Impact Partnership) ขับเคลื่อนงานลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพในสังคม และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ จัดขึ้นโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) และเครือข่าย ที่ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ
สุขมาราธอนสร้างได้ด้วยการลดความเหลื่อมล้ำ

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ความสุขของคนมักจะขึ้นๆลงๆ เป็นธรรมชาติของมนุษย์ เดี๋ยวสุขมาก จากนั้นจะสุขน้อยและมีทุกข์ แต่ถ้าเราสามารถเทคนิค หรือเคล็ดลับความสุขได้ จะสามารถดีไซน์ให้เกิดความสุขแบบมาราธอนได้ตลอดช่วงชีวิตซึ่งเป็นความท้าทายที่เราต้องวางแผน สิ่งสำคัญคือ ในสังคมปัจจุบันของเราจะมีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าความเหลื่อมล้ำ ความแตกต่าง เช่น เกิดมากจากความยากจน พ่อแม่ติดยา ความสุขแต่ละช่วงวัยจึงเป็นสิ่งสำคัญ
นพ.พงศ์เทพ กล่าวว่า การทำงานสร้างเสริมสุขภาพเพื่อให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดีและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม หากพึ่งพากลไกและงบประมาณของภาครัฐเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ สสส. จึงมุ่งเน้นสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการดึงศักยภาพของภาคเอกชน ประชาสังคม และวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ให้เข้ามามีบทบาทร่วมแก้ไขปัญหาสุขภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ปี 2567 โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่พบไทยมีคนจน 3.43 ล้านคน หรือ 4.89% ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องการโอกาสในการเข้าถึงปัจจัยที่จำเป็นต่อการมีสุขภาวะที่ดี
นพ.พงศ์เทพ กล่าวต่อว่า การลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพอย่างยั่งยืน ต้องใช้การสานพลังภาคีเครือข่ายทำงานร่วมกัน สสส. จึงร่วมกับ มสช. พัฒนาโครงการขับเคลื่อนความร่วมมือเพื่อการขยายผลสู่สังคมเข้มแข็ง ใช้กลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และภาควิชาการ ด้วยแนวคิด “ความร่วมมือที่เน้นผลลัพธ์ทางสังคม (Social Impact Partnership)” และใช้กลไกการเงินแบบ “Pay for Success” ที่มุ่งเปลี่ยนแนวทางการจัดสรรงบประมาณตามกิจกรรม ไปสู่การลงทุนที่เน้นการสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน แนวทางนี้นอกจากจะช่วยแก้ไขปัญหาสุขภาพของประชาชนได้อย่างตรงจุด ยังช่วยลดภาระด้านงบประมาณของภาครัฐในระยะยาวอีกด้วย
ทั้งนี้ความเหลื่อมล้ำไม่ได้กระทบแค่บางคน หรือกระทบรายได้ แต่กระทบกับ”โอกาสชีวิต” ของคนทุกช่วงวัย ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของชีวิต จนถึงปลายทางสุดท้ายของชีวิต ดังนั้นการดำเนินงานของการสร้างสุขมาราธอนจึงให้ความสำคัญกับคน 5กลุ่ม ได้แก่ เด็ก ,เยาวชน ,คนวัยทำงาน ,คนพิการ และผู้สูง อายุ ซึ่งความเหลื่อมล้ำในทุกๆด้านทั้งเรื่องการศึกษา,สุขภาพ,สิ่งแวดล้อม,เศรษฐกิจ และสังคม
“การลงทุนในโครงการนำร่องประมาณ 183 ล้านบาทต่อปี สร้างคุณค่าคืนสู่สังคมได้ถึง 1.66 พันล้านบาทต่อปี หรือสร้างผลตอบแทนทางสังคมโดยเฉลี่ยสูงถึง 9 เท่า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นพิสูจน์ให้เห็นว่า ไทยสามารถลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของประเทศได้ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณ แค่เปลี่ยนวิธีการลงทุนจากการจ่ายตามกิจกรรม ไปสู่การจ่ายตามผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้จริง ทั้งนี้ เป้าหมายต่อไป คือการขยายผลแนวคิดนี้ให้เกิดการนำไปใช้ในระดับประเทศ ดึงดูดให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมลงทุนเพื่อผลลัพธ์ทางสุขภาพของคนไทยร่วมกัน” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว
มสช.ชู 5โครงการลดความเหลื่อมล้ำ

นพ.สันติ ลาภเบญจกุล เลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) กล่าวว่า ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง มสช. สสส. และภาคีเครือข่าย ได้พัฒนาให้เกิดโครงการนวัตกรรมต้นแบบ 5 โครงการ ที่สามารถลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพได้จริง ได้แก่ 1.ICAP : ดูแลพัฒนาการเด็กปฐมวัย ผ่านการส่งเสริมการเรียนรู้และทักษะสมองส่วนหน้า มีเด็กได้รับประโยชน์ 31,750 คน 2.ครูนางฟ้า : พัฒนาสุขภาพจิตเยาวชน พัฒนาครูให้เป็นผู้ค้นหา ดูแล และส่งต่อเด็กกลุ่มเสี่ยงได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
3.LD-Ramathibodi : พัฒนาเด็กที่มีภาวะบกพร่องการเรียนรู้ ใช้พลังความร่วมมือระหว่างครู รุ่นพี่ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข สร้างการเปลี่ยนแปลงในตัวเด็ก 4.DM-VHHC : พัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยเบาหวาน มุ่งพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยเบาหวานในเครือข่ายโรงพยาบาลชุมชน 43 แห่งทั่วไทย 5.เยือนเย็น : พัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยระยะท้ายของชีวิต ช่วยให้ผู้ป่วยระยะท้ายเข้าถึงการดูแลที่มีคุณภาพและสมศักดิ์ศรี 700 ครัวเรือน เตรียมขยายเครือข่ายเพื่อลดภาระระบบสุขภาพอีก 100 โรงพยาบาลทั่วไทย
“เมื่อเจาะลึกผลการประเมินผลตอบแทนทางสังคมรายโครงการ พบว่า การลงทุนในเด็กปฐมวัยให้ผลตอบแทนทางสังคมสูงสุด 12 เท่า รองลงมา การลงทุนในระบบการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย 11 เท่า การลงทุนในเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ และระบบดูแลผู้ป่วยเบาหวาน 5 เท่า และการลงทุนในการพัฒนาครู 4 เท่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่า ไทยไม่ได้ขาดองค์ความรู้ นวัตกรรม หรือโครงการต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ แต่ขาดการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่สามารถขยายผลได้ในระดับประเทศ” นพ.สันติ กล่าว
เยือนเย็น : พัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยระยะท้ายของชีวิต

การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย มักจะถูกมองข้าม ความเจ็บป่วยมักถูกผลักภาระไปให้แพทย์ผู้ทำการรักษา และความต้องการของผู้ป่วยระยะสุดท้ายอาจถูกมองข้าม “โครงการเยือนเย็น” จึงเป็นที่พึ่งให้กับผู้ป่วย ญาติ เพื่อการพูดคุยกันระหว่างผู้ป่วยและญาติ ให้เป็นไปตามความต้องการของผู้ป่วยระยะสุดท้าย และสร้างความใจให้กับญาติและครอบครัวผู้ป่วยระยะสุดท้าย โดยมี ศ.ดร.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งและชีวบาล ผู้อำนวยการเยือนเย็น วิสาหกิจเพื่อสังคม ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสายธารแห่งความหวัง
แนวทางการดำเนินงานของเยือนเย็น มีวัตถุประสงค์ในการให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม โดยให้การดูแลต่อเนื่องแก่ครอบครัวที่ประสงค์จะดูแลที่บ้าน ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมคุณภาพชีวิต อาการเจ็บปวดและอาการอื่นๆอย่างเต็มที่และเหมาะสมกับผู้ป่วย ที่ไม่อยากไปโรงพยาบาล อีกทั้งยังเหมาะสมกับผู้สนใจแพทย์ทางเลือกสมุนไพรบำบัดมากกว่า หรือเข้าใจสัจธรรมแบบตายไม่กลัว กลัวทรมาน เยือนเย็นจึงเป็นโครงการที่ขยายความสุขให้แก่ผู้ป่วยและครอบครัวที่ความปรารถนาเดียวกัน

“สิ่งที่คนไม่รู้และหมอทำไม่ได้คือ การดูแลทางจิตวิญญาณ การดูแลผู้ป่วยที่บ้านตามความต้องการของผู้ป่วยหรือญาติ โดยมีเจ้าหน้าที่จากโครงการเบือนเย็น เข้าไปเยี่ยมที่บ้าน เพื่อให้ได้มีการพูดคุยกับทุกคนนบ้าน จากการทำงานพบว่า 93% ของผู้ป่วยไม่กลัวตาย แต่กลัวทรมาน การดูแลของเยือนเย็น ผู้ป่วยไม่ต้องไปโรงพยาบาลสักวัน แต่ทางเยือนเย็นจะเป็นผู้ประสานงานระหว่างแพทย์ ผู้ป่วย และญาติ และแนวทางการรักษาเป็นไปอย่างเหมาะสม และใผ้ผู้ป่วยได้มีสิทธิของตนเองได้อย่างสมศักดิ์ศรี ” ศ.ดร.นพ.อิศรางค์ กล่าวสรุป

