สสส.จับมือ เครือข่าย เดินหน้าผลักดันแก้กฎหมาย “เมาแล้วขับชนคนตาย”
สสส.จับมือ เครือข่ายองค์กรงดเหล้า—เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต-เครือข่ายลดอุบัติเหตุ-มูลนิธิเมาไม่ขับ-ศวปถ. เดินหน้าผลักดันแก้กฎหมาย “เมาแล้วขับชนคนตาย” เพิ่มโทษ 7–15 ปี หลังผลสำรวจพบ 91% หนุน หวังยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย สร้างความเกรงกลัว และหยุดการมองข้ามชีวิตเพื่อนร่วมทาง
วันที่ 25 ก.ย.69 ณ รร.เบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ – ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) มูลนิธินโยบายถนนปหลอดภัย (มนป.) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายด้านการบังคับใช้กฎหมายและการลดอุบัติเหตุทางถนนจากการดื่มแล้วขับ
จัดงานแถลงข่าว “เสียงจากประชาชน สู่การเพิ่มโทษคนเมาแล้วขับ” เพื่อเผยแพร่สถานการณ์และผลกระทบจากปัญหาการดื่มแล้วขับ รวมทั้งนำเสนอความคิดเห็นของประชาชนต่อบทลงโทษกรณีเมาแล้วขับจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต และเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาทบทวนและยกระดับมาตรการป้องกันและการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายแพทย์ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) กล่าวว่า จากการประสานข้อมูลสถิติการดำเนินคดีเมาแล้วขับของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ช่วงเดือน ม.ค.- ก.ย. 2569 สูงถึง 62,451 คดี ขณะเดียวกัน ข้อมูลเฝ้าระวังสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนอันเกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างปี 2562–2566 ชี้ให้เห็นว่า มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตรวมสูงถึง 284,253 ราย เฉลี่ยปีละ 56,850 ราย คิดเป็นมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมกว่า 3.73 แสนล้านบาท สะท้อนชัดว่าถึงแม้มีการบังคับใช้กฎหมายเมาแล้วขับเป็นไปอย่างเข้มข้น ก็ยังไม่สามารถยับยั้ง หรือสร้างความเกรงกลัวต่อการกระทำผิด (Deterrence Effect) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นางสาวเครือมาศ ศรีจันทร์ เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต กล่าวว่า เสียงสะท้อนจากประชาชน หนุนเพิ่มโทษเด็ดขาด จำเป็นในการแก้กฎหมายครั้งนี้ ซึ่งผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนผ่านโดยเครือข่ายภาคี สสส. มากกว่า 3000 คน 91.3% ต้องการเพิ่มโทษเมาแล้วขับ สอดคล้องกับ ไทยรัฐออนไลน์โพล ประชาชนมากถึง 87.7% เห็นชอบให้ปรับเพิ่มโทษจำคุกเป็น 7–15 ปี และ 91% เห็นพ้องตรงกันว่าผู้เมาแล้วขับชนคนตายต้อง “ได้รับโทษจำคุก” โดยไม่ควรรอลงอาญา โดยประชาชนกว่า 86% มองว่ากฎหมายในปัจจุบันยังไม่น่าเกรงขามเพียงพอที่จะป้องปรามการกระทำผิดได้จริง

ทั้งนี้ในงานแถลงข่าวได้มีเวทีเสวนาซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ และเครือข่ายการทำงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้ข้อคิดเห็น อาทิเช่น นายธีระ วัชรปราณี สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ที่มาชี้สถานการณ์ผลกระทบการดื่มจากการปรับแก้ไข พรบ.แอลกอฮอล์ ที่สงผลต่ออุบัติเหตุทางถนน นายแพทย์แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ ร่วมเผยถึงเหตุผลสำคัญในการผลักดันแก้กฎหมายเพื่อปรับเพิ่มโทษจำคุกเป็น 7–15 ปี ในกรณีเมาแล้วขับชนคนเสียชีวิต โดยยึดหลักความร้ายแรงของพฤติการณ์ ความได้สัดส่วนของโทษ และความสัมพันธ์กับฐานความผิดประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย พ.ต.อ.สรพงษ์ นาคะโยคี จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ให้มุมมองในมิติของผู้บังคับใช้กฎหมาย ถึงแนวทางการขับเคลื่อนกฎหมายใหม่ให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในสังคม และบทบาทของตำรวจในการช่วยดันข้อเสนอนี้ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ อีกทั้งยังมีเสียงสะท้อนจากฝั่งเยาวชนนำโดย นางสาวกิตติวิภา เลิศวิทยาภรณ์ ตัวแทนจาก Asean Youth United For Road Safety 2026 ร่วมเสนอข้อคิดเห็นเพิ่มเติมจากมุมมองของเด็กและเยาวชน เรื่องของความเสี่ยงที่เยาวชนต้องเผชิญและการร่วมติดตามคดีความปลอดภัยทางถนนที่เกิดกับเด็กและเยาวชนอย่างใกล้ชิด

สำหรับข้อเสนอและเนื้อหาทั้งหมดจากงานแถลงข่าว จะถูกนำไปขยายผลต่อไปในงานสัมมนาวิชาการระดับชาติ เรื่องความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 17 ภายใต้แนวคิด “UNLOCKING SAFE CITIES : ปลดล็อกถนนปลอดภัย เพื่อเมืองที่ปลอดภัย” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–20 พฤศจิกายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จ.นนทบุรี

