สสส.จับมือ ตร.ส่งเสริมตำรวจไทยให้มีสุขภาพกาย-ใจที่ดี
-มิถุนายน 2569: กรณี ส.ต.ท. อายุ 26 ปี เจ้าหน้าที่ตำรวจงานจราจร สภ.เมืองปทุมธานี ก่อเหตุยิงตัวเองเสียชีวิตภายในป้อมควบคุมสัญญาณไฟจราจรบริเวณแยกปทุมวิไล จากการสอบสวนเบื้องต้นคาดว่าเกิดจากความเครียดส่วนตัว ปัญหาหนี้สิน และปัญหาครอบครัว
-มีนาคม 2569: ข้าราชการตำรวจยศจ่าสิบตำรวจ ก่อเหตุใช้อาวุธประจำกายยิงตัวเองภายในห้องน้ำบนโรงพัก ได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยมีข้อมูลว่า ผู้บาดเจ็บมีอาการป่วยด้วยโรคซึมเศร้าและอยู่ระหว่างการรักษาตัวมานานกว่า 2 ปี
ข่าวสารเหล่านี้ตอกย้ำว่า “ความเครียดในอาชีพตำรวจ” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ทั้งเรื่องความเครียดที่มาจากกการทำงาน สุขภาพที่ย่ำแย่ จนกลายมาเป็นวิกฤตทั้งสุขภาพกายและใจ ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

จากข้อมูลพบว่า จำนวนตำรวจทั้งหมดประมาณ 220,000 นาย จำนวนสถานีตำรวจ 1,484 แห่งทั่วประเทศ สาเหตุความเครียดของตำรวจมาจาก ภาระงานและคามกดดัน ต้องเผชิญกับสถานการณ์ตึงเครียดต่อเนื่องและทำงานหนัก, ความคาดหวังของสังคม ถูกคาดหวังว่าตำรวจจะเป็นทุกอย่าง รองรับอารมณ์และความกดดันรอบด้านได้, ปัญหาภายในองค์กร เป็นปัญหาเรื่องระบบงาน การบังคับบัญชาและความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
ที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จัดกิจกรรม Kick-off เปิดตัวโครงการพัฒนาสุขภาวะข้าราชการตำรวจแบบบูรณาการสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการขับเคลื่อนเชิงระบบ เดินหน้าขับเคลื่อนแนวคิดองค์กรสุขภาวะ (Happy Workplace) เพื่อส่งเสริมให้ข้าราชการตำรวจมีสุขภาพกายและใจที่ดี พร้อมปฏิบัติหน้าที่ดูแลประชาชนได้อย่างเต็มศักยภาพ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ภาระงานที่มีความกดดันรอบด้าน คุณภาพชีวิตยอดแย่ กิน-นอนไม่เป็นเวลา

พล.ต.ท.ฐายุฏฐ์ จันทร์ถาวร ผู้บัญชาการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ กล่าวว่า บริบทของตำรวจไทย กับตำรวจต่างประเทศมีความแตกต่างกัน หน้าที่ของตำรวจไทยจึงมีเยอะกว่าหลายๆประเทศ ลักษณะการทำงานมีคามแตกต่างกัน ตำรวจไทยมีการทำงานเป็นกะมากกว่า 80% เป็นการทำงานกลางคืนพักกลางวัน ทำงานกลางวันพักกลางคืนหมุนเวียนกันไป ลักษณะงานจึงทำให้การใช้ชีวิตผิดเพี้ยนไป ระบบเมตาบอลิซึมของร่างกายก็ผิดเพี้ยนไป ดังนั้นการใช้ชีวิตของตำรวจไทยจึงบกพร่องไปบวกกับบางคนมีการพึ่งพาบุหรี่ สุราเลยทำให้สุขภาพไม่ดี
ข้าราชการตำรวจเป็นกลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่น โรคไม่ติดต่อ (NCDs) ความเครียดสะสม และพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากลักษณะงานมีความกดดันสูง ต้องปฏิบัติงานเป็นเวร และเผชิญสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างต่อเนื่อง ผลการทบทวนงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศชี้ว่า ความเสี่ยงเหล่านี้สัมพันธ์กับลักษณะงานและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ไม่ได้เกิดจากการขาดการดูแลตนเองของกำลังพลเพียงอย่างเดียว โดยการศึกษาข้อมูลการตรวจสุขภาพประจำปีของข้าราชการตำรวจไทยพบว่า ตำรวจเพศชายเข้าข่ายกลุ่มอาการเมตาบอลิกสูงถึง 40.65% เทียบกับชายไทยทั่วไปที่ 23.80% หรือสูงกว่าประมาณ 1.7 เท่า ขณะที่งานวิจัยในข้าราชการตำรวจสังกัดกองบังคับการตำรวจนครบาล จำนวน 339 ราย พบพฤติกรรมดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 88.2% หรือราว 9 ใน 10 คน และ 14.4% หรือราว 1 ใน 7 คน ดื่มหนักถึงระดับที่เสี่ยงต่อการติดสุรา
พล.ต.ท.ฐายุฏฐ์ กล่าวต่อว่า ด้านสุขภาพจิต ผลการวิเคราะห์ข้อมูลรวมจากงานวิจัยเกี่ยวกับตำรวจทั่วโลก เผยแพร่ปี 2562 โดย Garbarino และคณะ รวบรวมงานวิจัย 13 ชิ้น พบว่า ตำรวจกว่าครึ่งหรือประมาณ 51% มีคุณภาพการนอนหลับไม่ดี สอดคล้องกับงานวิจัยเรื่องความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะเหนื่อยล้าจากการทำงานของพนักงานสอบสวน ในวารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ปี 2564 โดยศึกษาพนักงานสอบสวนสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล จำนวน 338 ราย พบผู้มีภาวะอ่อนล้าทางอารมณ์ในระดับสูง 66.6% นอกจากนี้ การศึกษาข้าราชการตำรวจที่เข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี จำนวน 112,989 นาย โดยแพทย์ของโรงพยาบาลตำรวจ ตีพิมพ์ในวารสารพยาบาลตำรวจ ปี 2562 ยังพบว่า ปัญหาจากการทำงาน โดยเฉพาะภาระงานที่มากเกินไป เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของภาวะซึมเศร้าระดับรุนแรง สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงปัญหาสุขภาพรายบุคคล แต่เป็นความเสี่ยงระดับองค์กรที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างเป็นระบบ
ทั้งนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เห็นความสำคัญในเรื่องของสุขภาพของผู้ใต้บังคับบัญชา จึงได้จัดโครงการต่างๆเพื่อยกระดับสุขภาพของข้าราชการตำรวจ เช่น โครงการตำรวจไร้พุง มีKPI ตรวจวัดสุขภาพประจำปี และให้มีการตรวจสุขภาพประจำทุกปี เพื่อให้มีความพร้อมในการดูแลประชาชน สิ่งที่ สำนักงาตำรวจแห่งชาติสนใจสุขภาพของผู้ใตบังคับบัญชา สิ่งที่ได้คือเขามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ครอบครัวเป็นสุข มีการทำงานที่มีประสิทธิภาพ
“ตร. ร่วมกับ สสส. ยกระดับสุขภาพกายและใจของข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ โดยส่งเสริมให้หน่วยงานนำร่อง 20 หน่วยงาน ใช้แนวคิด Happy Workplace ในการกำหนดนโยบายและมาตรการด้านสุขภาพ พร้อมขับเคลื่อนงานด้วยข้อมูลสุขภาพ (Health Data–Driven) โดยดำเนินงานผ่านนักสร้างสุขประจำหน่วยซึ่งทำงานควบคู่กับนักวิชาการ โดยจะเร่งส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพและสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อสุขภาพดี 5 ด้าน ได้แก่ 1.ส่งเสริมการออกกำลังกายและลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง 2.ส่งเสริมการบริโภคอาหารที่เหมาะสม 3.ส่งเสริมทักษะการจัดการความเครียดและสนับสนุนการเข้าถึงบริการดูแลสุขภาพใจจากผู้เชี่ยวชาญ 4.รณรงค์ลดการสูบบุหรี่ การใช้บุหรี่ไฟฟ้า และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ 5.สร้างวัฒนธรรมและนโยบายองค์กรที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี” พล.ต.ท.ฐายุฏฐ์ กล่าว
อาชีพตำรวจเต็มไปด้วยความเครียด สังคมมีความคาดหวังสูง
ในขณะที่โรคทางกาย เช่น เบาหวาน ไขมัน ยังสามารถรักษาให้หายขาดหรือป้องกันได้ด้วยการออกกำลังกาย ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและใช้ชีวิต แต่โรคทางใจอาจต้องใช้เวลานานและเป็นเรื่องที่สำคัญ พ.ต.ท. ดร.พีระพัฒน์ มังคละศิริ รองผู้อำนวยการศูนย์วิทยาการอาชญากรรมและอาจารย์โรงเรียนนายร้อยตำรวจ หัวหน้าโครงการพัฒนาสุขภาวะข้าราชการตำรวจแบบบูรณาการฯ กล่าวว่า การทำงานของในการดูแลประชาชนสามารถเกิดแรงปะทะ กดดัน แต่ตำรวจจะมีรูปแบบในการพูดคุยกับระชาชนได้ แต่หากตำรวจเริ่มมีปัญหาด้านสุขภาพจิต และผู้บังคับบัญชาไม่สนใจเรื่องนี้ จากการทำงานของตนพบว่า ตำรวจที่มีปัญหาสุขภาพจิตเคยรู้เลยว่า เขาสามารถปรึกษาขอคำแนะได้ดังนั้นเขาขอแค่มีพื้นที่รับฟังเขาเพราะบางครั้งการสื่อสารกับผู้บังคับบัญชาอาจจะไม่สะดวก ที่อาจมองมาเขาอ่อนแอ ดังนั้นถ้ามีตจุดตรงกลางให้เขาได้ติดต่อประสานงานในภาวะที่เขาซึมเศร้า เช่น รพ.ตำรวจ นอกจากนี้ยังพบว่าตำรวจเป็นโรคซึมเศร้าเริ่มมีจำนวนมากขึ้น ซึ่งโครงการนี้จะเป็นเหมือนสะพานเชื่อมในการรักษา ทั้งนี้จะมีการประเมินผลของการในอีก 6 เดือนข้างหน้า มีจะประเมินอีก 2 ครั้งก่อนจบโครงการ
ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของโครงการ จึงต้องสร้างนักสร้างสุขชั้นประทวนที่อยู่ประจำสถานีตำรวจแห่งละ 2 คน จะมีมาช่วยดำเนินกิจกรรมของโครงการเป็นหลัก เพราะเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะที่ผ่านมาตำรวจไม่เคยหันม่ดูเรื่องสุขภาพของตนเองเลย
ด้าน รศ. พ.ต.ท. ดร.กฤษณพงศ์ พูตระกูล อนุกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติด้านพัฒนาองค์กรและนักอาชญวิทยา กล่าวว่า อาชีพตำรวจมีความเครียดเนื่องจากภาระหน้าที่การงาน สถิติตำรวจฆ่าตัวตายจะมีสูงกว่าประชาชนทั่วไปประมาณ 2:1 อาจเป็นเพราะในปัจจุบันสังคมมีความคาดหวังสูงกับตำรวจ ดังนั้นถ้าตำรวจมีสุขภาพกายที่ดี ก็มีสุขภาพจิตที่ดี และสามารถดูแลสังคมได้ดีขึ้น ในทางกลับกัน ถ้าตำรวจมีความเครียด ไม่ได้ออกกำลังกาย ตารางการทำงานค่อนข้างแน่น มีความกดดันทางสังคมอาจส่งผลสภาวะทางกายและจิต
ประการสำคัญระบบการดูแลสุขภาพในภาพรวมงบประมาณในการดูแลสุขภาพประมาณ 1 แสนล้านบาท เฉลี่ยประมาณ 2.2 หมื่นบาทต่อคน สัดส่วนตำรวจทั้งประเทศมีประมาณ 2.2 แสนคน ถ้าคูณด้วย2.2 หมื่นบาท นั่นหมายถึงว่าถ้าเราช่วยกันประหยัดงบประมาณของประเทศตรงนี้ได้ ที่เริ่มตั้งแต่ตำรวตแต่ละท่านที่จะดูแลตัวเองก่อน เพื่อให้เกิดโมเดลต้นแบบในการดูแลสุขภาพของตำรวจ ตนมองว่าเป็นสิ่งที่ดีที่เป็นจุดเริ่มต้นของโครงการนี้
สสส.หนุนสร้างการดูแลสุขภาวะแบบองค์รวม

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส. ร่วมกับ ตร. พัฒนาโครงการพัฒนาสุขภาวะข้าราชการตำรวจฯ โดยออกแบบกลไกการขับเคลื่อนงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ 7+1 ของ สสส. เน้นการบริหารจัดการกำลังพลบนพื้นฐานของการดูแลสุขภาวะแบบองค์รวม ครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ ปัญญา และสังคม จุดแข็งของโครงการ คือการทำงานบนฐานข้อมูลสุขภาพจริงของกำลังพล หรือการขับเคลื่อนด้วยข้อมูลสุขภาพ (Health Data–Driven) ผ่านการสำรวจข้อมูลสุขภาพในหน่วยงานนำร่องทั่วประเทศ และนำมาสังเคราะห์เป็น Smart Police Health Framework กรอบการสร้างเสริมสุขภาวะที่ใช้โครงสร้างร่วมกันทั้งองค์กร
นพ.พงศ์เทพ กล่าวต่อว่า การดำเนินโครงการแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 วางรากฐานและประเมินสถานการณ์สุขภาพ โดยจัดตั้งกลไกบริหารโครงการ เก็บข้อมูลสุขภาพพื้นฐาน และวิเคราะห์สถานการณ์สุขภาพของกำลังพล ระยะที่ 2 ดำเนินกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาวะที่เน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ระยะที่ 3 ส่งเสริมการจัดการความรู้และขยายผล ผ่านการสรุปบทเรียน พัฒนาองค์ความรู้ และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อผลักดันเข้าสู่ระบบบริหารงานปกติของ ตร. ต่อไป ทั้งนี้ แบบจำลองคาดการณ์ในระยะ 10 ปีระบุว่า หากไม่มีมาตรการป้องกันด้านสุขภาพอย่างจริงจัง สัดส่วนข้าราชการตำรวจที่เป็นโรคเบาหวานอาจเพิ่มจาก 10.4% ในปี 2569 เป็น 26.9 ในปี 2579 โรคความดันโลหิตสูงอาจเพิ่มจาก 17.4% ในปี 2569 เป็น 33.8% ในปี 2579 ขณะที่หากมีมาตรการป้องกันอย่างเข้มข้น สัดส่วนโรคเบาหวานอาจลดลงเหลือ 7.4% และโรคความดันโลหิตสูงลดลงเหลือ 11.4% สะท้อนถึงความสำคัญของการลงทุนด้านการสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุก

“ความร่วมมือครั้งนี้ สสส. ตั้งเป้าหมายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 3 ระดับ ได้แก่ ระดับบุคคล เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและผลลัพธ์สุขภาพอย่างยั่งยืน ระดับหน่วยงาน เกิดหน่วยงานนำร่องด้านสุขภาวะ 20 หน่วยงาน เพื่อเป็นต้นแบบสำหรับขยายผลไปยังกองบัญชาการอื่น ระดับระบบ เกิดชุดมาตรการสร้างเสริมสุขภาวะที่เหมาะสมกับบริบทขององค์กรตำรวจ และสามารถบูรณาการเข้าสู่ระบบงานปกติของ ตร. ได้อย่างต่อเนื่อง โดยการดำเนินงานระหว่างปี 2569–2570 คาดว่าจะมีข้าราชการตำรวจได้รับประโยชน์ 3,600 นาย” นพ.พงศ์เทพ กล่าว

