สสส. เดินหน้าขับเคลื่อนสังคมลดเค็มผ่าน ผ่านการส่งเสริมสัญลักษณ์ “ทางเลือกสุขภาพ” ขยายชุมชนลดเค็ม
เครือข่ายลดบริโภคเค็ม ชี้ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังไทยทะลุ 1 ล้านคน ชู สสส. เดินหน้าขับเคลื่อนสังคมลดเค็มผ่าน ผ่านการส่งเสริมสัญลักษณ์ “ทางเลือกสุขภาพ” ขยายชุมชนลดเค็ม พัฒนา Salt Meter และผลักดันมาตรการลดโซเดียม ป้องกันโรคไต-NCDs ตั้งแต่ต้นทาง คาดลดผู้ป่วยความดันโลหิตสูงกว่า 85,000 ราย ลดภาระค่ารักษากว่า 3,100 ล้านบาท ใน 10 ปี
รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ อายุรแพทย์โรคไต โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวว่า จำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังยังคงเพิ่มขึ้นทั่วโลก แม้ปัจจุบันจะมีแนวทางการรักษาที่ช่วยชะลอการเสื่อมของไตได้ดีขึ้น ข้อมูลจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (Health Data Center: HDC) ของกระทรวงสาธารณสุข ปี 2569 พบผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง 1,321,111 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 175,928 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 จำนวน 634,289 คน ระยะที่ 4 จำนวน 167,244 คน และระยะที่ 5 ซึ่งต้องได้รับการล้างไตมากถึง 82,051 คน ซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญจากโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และภาวะอ้วน ซึ่งสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม เช่น การบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม อาหารแปรรูปและอาหารแปรรูประดับสูง (Ultra-processed Foods: UPFs) รวมถึงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง ตลอดจนการสูบบุหรี่ การใช้ยาหรือสารที่อาจส่งผลกระทบต่อไต และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเรื้อรัง
“จากประสบการณ์ในหลายประเทศทั่วโลก พบว่า การให้ความรู้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ได้ จึงจำเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ ควบคู่กับการเพิ่มการเข้าถึงอาหารสุขภาพ การจำกัดการตลาดและการเข้าถึงอาหารหวาน มัน เค็ม รวมถึงการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ขณะเดียวกันไทยควรยกระดับจากการขอความร่วมมือไปสู่มาตรการทางกฎหมาย เช่น การกำหนดค่าปริมาณโซเดียมสูงสุดในผลิตภัณฑ์อาหาร (Maximum Sodium Levels) และการจัดเก็บภาษีโซเดียม เช่นเดียวกับมาตรการภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เพื่อให้การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ การสร้างความรอบรู้ทางสุขภาพ และการรักษาดำเนินไปพร้อมกัน จะช่วยลดความเสี่ยงโรคไตและโรค NCDs ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน” รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าว
รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชนได้ร่วมกันขับเคลื่อนการลดการบริโภคเกลือและโซเดียมภายใต้แผนยุทธศาสตร์ลดการบริโภคโซเดียมในประเทศไทย (SALTS) เพื่อสร้างความตระหนักและลดการบริโภคโซเดียมเกินของประชาชน ขณะเดียวกัน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับเครือข่ายลดบริโภคเค็มและภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนมาตรการลดการบริโภคโซเดียมอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การดำเนิน “มาตรการชุมชนลดเค็ม” ในพื้นที่นำร่องกว่า 50 ชุมชน และเตรียมขยายผลอีกกว่า 100 ชุมชน ควบคู่กับการติดตามประเมินผลด้านสุขภาพ แม้ปัจจุบันคนไทยยังบริโภคโซเดียมเฉลี่ย 3,650 มิลลิกรัมต่อวัน สูงกว่าคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกเกือบ 1.8 เท่า แต่ผลการศึกษาพบว่า มาตรการชุมชนลดเค็มร่วมกับการใช้ Salt Meter ช่วยลดการบริโภคโซเดียมได้เฉลี่ย 575 มิลลิกรัมต่อวัน และลดความดันโลหิตตัวบนได้เฉลี่ย 13.5 มิลลิเมตรปรอท ภายใน 12 สัปดาห์ สะท้อนประสิทธิผลในการลดปัจจัยเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อ (NCDs)
รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ สสส. และภาคีเครือข่ายยังสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม Salt Meter เพื่อช่วยตรวจวัดปริมาณโซเดียมในอาหาร ซึ่งปัจจุบันมีการนำไปใช้แล้วกว่า 28,000 เครื่อง ในโรงพยาบาล ชุมชน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือกับภาคเอกชนในการปรับสูตรผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อลดโซเดียม ส่งเสริมการขยายการรับรองสัญลักษณ์ “ทางเลือกสุขภาพ” (Healthier Choice Logo: HCL) ในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ และปรับปรุงเกณฑ์ปริมาณโซเดียมของสัญลักษณ์ฯ สำหรับอาหารกึ่งสำเร็จรูปประเภทเส้น เพื่อเพิ่มทางเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพให้แก่ผู้บริโภค รวมถึงสนับสนุนการศึกษาวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สุขภาพและฐานข้อมูลตลาดอาหาร เพื่อจัดทำหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุนการพัฒนานโยบายภาษีโซเดียม โดยผลการศึกษาประมาณการว่า หากดำเนินนโยบายดังกล่าว อาจช่วยลดผู้ป่วยความดันโลหิตสูงได้กว่า 84,000 ราย และลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลได้กว่า 3,100 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 10 ปี

