เสียงสะท้อนของสังคม ย้ำ! แอลกอฮอล์ไม่ช่วยให้สังคม-ท่องเที่ยว- เศรษฐกิจดีได้
สำหรับ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่2) พ.ศ.2568 ที่ได้ออกมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และได้มีผลบังคับใช้ไปแล้วเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ไปแล้วนั้น ซึ่งตามเจตนารมณ์ของกฎหมายมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้มีกฎหมายครอบคลุมไปในทุกๆด้านทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจ ,ด้านสุขภาพอนามัย และด้านการคุ้มครองเยาวชน แต่ในทางตรงกันข้ามกลับมีผู้ประการบางหลายไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ. ดังกล่าวและอ้างว่าจะกระทบต่อผู้ประกอบการ นักท่องเที่ยว เป็นต้น
กฎหมายการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจจะไปด้วยกันได้หรือไม่นั้น ที่ผ่านมาศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกรุงเทพมหานคร (กทม.) จัดการประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคกลาง ภายใต้หัวข้อ “สมดุลแห่งอนาคต : พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ” โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคประชาสังคม และนักวิชาการจาก 36 หน่วยงาน ร่วมแลกเปลี่ยนข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่สอดคล้องกับบริบทจริงในพื้นที่ และนี่คือภาพสะท้อนของหน่วยงานและเครือข่ายที่ทำงานในภาคประชาสังคม ที่ได้รับรู้ถึงผลกระทบของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในทุกๆมิติ
“เอ็น” คือตัวอย่างของผลกระทบจากแอลกอฮอล์โดยไม่รู้ตัว

นางสาวอุบลวรรณ คงสว่าง เครือข่ายองคกรงดเหล้าจังหวัดราชบุรี เล่าว่า เอ็นมีครอบครัวที่พ่อแม่แยกทางกัน พ่อติดยา ขายยา จนติดคุก “เอ็น” ต้องอยู่กับย่าที่ติดเหล้าขาว และใช้ให้เอ็นไปซื้อเหล้าเป็นประจำ จนเกิดความเคยชินและ”เอ็น”ก็ติดเหล้าในเวลาต่อมาจนทำให้เอ็นเรียนได้แค่ชั้น ม.3 และหลุดจากระบบการศึกษาจนกระทั่งมาเจอกับ กสศ. ได้ให้การช่วยเหลือเด็กและครอบครัว พร้อมกับการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ โดยการช่วยเหลือเป็นการทำงานร่วมกันกับเครือข่ายต่างๆในพื้นที่
“เอ็น” คือตัวอย่างของความเคยชินที่ถูกย่าใช้ให้ไปซื้อเหล้าเป็นประจำ จากผู้ซื้อให้ย่า กลายมีเป็นผู้ดื่มเองแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว และหลุดออกจากระบบการศึกษา
หวั่นนักดื่มหน้าใหม่เพิ่ม ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สังคม ความรุนแรง ความปลอดภัยทางถนน คุณภาพชีวิต

รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังปรับใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 โดยมีนัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศ โดยเฉพาะการให้อำนาจกลไกระดับพื้นที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กรุงเทพมหานคร และคณะกรรมการระดับจังหวัด ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นจาก 28% หรือ 16 ล้านคน ในปี 2564 เพิ่มเป็น 35% หรือ 20.9 ล้านคน ในปี 2567 และมีปริมาณการบริโภคแอลกอฮอล์ต่อหัวประชากรเฉลี่ยประมาณ 7-8 ลิตรต่อคนต่อปี และพบแนวโน้มที่น่ากังวลในกลุ่มนักดื่มหน้าใหม่ ที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สังคม ความรุนแรง ความปลอดภัยทางถนน ตลอดจนคุณภาพชีวิตของครอบครัวและชุมชน
“การประชุมวิชาการสุราระดับภูมิภาค ภาคกลาง จะนำไปสู่ข้อเสนอและแนวทางปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศในระยะต่อไป โดยเฉพาะการเสริมบทบาทของกลไกระดับพื้นที่ การใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ในการตัดสินใจเชิงนโยบาย การพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลที่ทันต่อสถานการณ์ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเมืองและพื้นที่ท่องเที่ยวให้เป็นพื้นที่ที่มีสุขภาพดี สิ่งแวดล้อมดี สังคมดี และเศรษฐกิจดีอย่างยั่งยืน” ผู้อำนวยการ ศวส. กล่าว
สสส.หนุนสร้างเศรษฐกิจชุมชนโดยไม่พึ่งพาแอลกอฮอล์

รศ.ดร.ภก.วิทยา กุลสมบูรณ์ กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และ กรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สสส. กล่าวว่า การควบคุมปัจจัยเสี่ยงจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่คือการสร้างเงื่อนไขให้เศรษฐกิจเติบโตบนฐานของความปลอดภัย คุณภาพชีวิต และความยั่งยืน สสส. เชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจสุขภาพ คือ แนวทางสำคัญของอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อาหารปลอดภัย กิจกรรมสร้างสรรค์ปลอดแอลกอฮอล์ และเทศกาลชุมชนที่คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยว
ดังนั้นการสนับสนุนการทำงานเชิงกลไกระบบนิเวศในระดับจังหวัดจึงเป็นเหมือนฟันเฟืองในการทำงาน ซึ่งตรงกับมิติการทำงานของ สสส. ที่ต้องการสร้างระบบนิเวศใหม่ให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง สามารถสร้างรายได้ให้กับพื้นที่ได้โดยไม่ต้องพึ่งแอลกอฮอล์ โดยมีทิศทางการขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด”เศรษฐกิจสุขภาพ” อย่างสมดุลระหว่างการพัฒนา สุขภาพ และความปลอดภัยสำหรับทุกชีวิต
เมืองท่องเที่ยวจะไปได้ เศรษฐกิจดี ไม่ต้องพึ่งแอลกอฮอล์ ต้องมี 4 ดี
ดร.พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัด กทม. กล่าวว่า กทม.เป็นเมืองท่องเที่ยวติดอันดับโลกที่ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ การจะวางบทบาทของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปพร้อมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และความปลอดภัยของชุมชนจึงเป็นโจทย์ที่ท้าทาย ดังนั้น กทม. มีความมุ่งมั่นร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อหาแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวให้เติบโตโดยไม่ละเลยสุขภาพ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของประชาชน แนวคิด “สมดุลแห่งอนาคต” คือ โจทย์สำคัญของเมืองใหญ่ โดยเฉพาะกทม. ที่ต้องเชื่อมโยงนโยบายด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน ขณะที่การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เหมาะสมต้องไม่ปิดกั้นการท่องเที่ยวหรือทำลายโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ออกแบบสภาพแวดล้อมให้เมืองสามารถเติบโตอย่างปลอดภัย มีคุณภาพ และยั่งยืน ดังนั้นการวางบทบาทของแอลกอฮอล์ให้เหมาะสมกับการเป็นเมืองท่องเที่ยว จะต้องมีการพัฒนา 4 ดี คือ 1.ด้านสุขภาพดี ประชาชนในพื้นที่ต้องมีสุขภาวะที่ดี สอนเรื่องการดูแลสุขภาพให้คนรุ่นใหม่มีความรู้มากขึ้น มีพื้นที่การออกกำลังกายมากขึ้น 2. ด้านสิ่งแวดล้อมดี ที่ครอบคลุมถึงสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่และปลอดภัย ช่วยกันลดอุบัติเหตุ ลดความเสี่ยงในด้านต่างๆ เพื่อให้การท่องเที่ยวและการอยู่อาศัยอยู่ได้อย่างสงบสุขและปลอดภัย 3. ด้านสังคมดี โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง การป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ เสริมสร้างการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ และ 4. ด้านเศรษฐกิจดี การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่งผลให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีสิ่งแวดล้อมที่ดี ที่จะเป็นตัวเพิ่มมูลค่าให้กับเศรษฐกิจ ในส่วนของ กทม.จะใช้ข้อห้ามที่ไม่ตึง หรือหย่อนเกินไป และให้ภาคประชาสังฟคมเป็นผู้ออกแบบ สร้างสรรค์ และชูจุดขายอื่นๆ ที่จะทำให้ภาพของ กทม.เปลี่ยนเป็นเมืองที่ดี เป็นเมืองปลอดภัยตามความสุมดุลและสร้างสรรค์

“ความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีคือ มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนที่สุดของเมืองระดับโลก กทม. จะจัดสรรและออกแบบสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อเศรษฐกิจสุขภาพ เช่น การจัดโซนนิ่งกิจกรรมที่ปลอดภัย การยกระดับมาตรฐานสถานประกอบการ และการชูจุดขายด้านวัฒนธรรม อาหาร และวิถีชีวิตที่หลากหลายของคนกรุงเทพฯ เพื่อยกระดับสู่เมืองท่องเที่ยวคุณภาพสูง ปลอดภัย และได้มาตรฐานสากล” รองปลัด กทม. กล่าว

