January 27, 2026
Latest:
ในประเทศ

สสส.-WHO ขับเคลื่อนแนวคิด Co-benefits เชื่อม “สุขภาวะประชากร-สิ่งแวดล้อม” รับมือ โลกร้อน-โลกรวน อย่างยั่งยืน

สสส.-WHO ผนึกกำลังบนเวที PMAC2026 ขับเคลื่อนแนวคิด Co-benefits เชื่อม “สุขภาวะประชากร-สิ่งแวดล้อม” ยกระดับความพร้อมไทยรับมือ โลกร้อน-โลกรวน อย่างยั่งยืน ผู้เชี่ยวชาญนโยบายสุขภาวะทั้งระดับชาติ-สากล ย้ำชัดว่า “สุขภาพที่ดี” ต้องเริ่มจาก คุณภาพชีวิต เมือง-สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ-ระบบอาหารที่ยั่งยืน แยกออกจากกันไม่ได้ พร้อมนำเสนอกรณีศึกษานานาชาติ ช่วยลดความเสี่ยงโรค ลดผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ-ลดต้นทุนทางเศรษฐกิจ-ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลได้จริง

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 27 ม.ค. 2569 ที่ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวในเวทีประชุมข้างเคียงของการ ประชุมนานาชาติรางวัลเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี พ.ศ. 2569 (Prince Mahidol Awards Conference หรือ PMAC 2026) ในหัวข้อ “สุขภาพดีเมื่อสูงวัย สุขภาพดีของผู้คน สุขภาพดีของโลก-การใช้ประโยชน์ร่วม” (Healthy Aging, Healthy People, Healthy Planet-Leveraging Co-Benefits) ว่า ขณะนี้สถานการณ์ภาวะสังคมผู้สูงอายุ สถานการณ์โรคไม่ติดต่อ (NCDs) และภาวะโลกร้อนที่กำลังทวีความรุนแรง เป็นความท้าทายต่องานสาธารณสุขและสังคม ที่ต้องปรับตัวให้เท่าทันกับสถานการณ์ อย่างไรก็ตามงานสาธารณสุขและสังคมสิ่งแวดล้อม ยังถูกมองว่าเป็นงานลักษณะนโยบายเชิงเดี่ยว ไม่เชื่อมโยงกัน กลไกการทำงานในปัจจุบันไม่เพียงพอต่อสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญ จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมประเด็นการใช้ประโยชน์ร่วมจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องร่วมกันผลักดันนโยบายเชิงยุทธศาสตร์

“การใช้ประโยชน์ร่วม (Co-benefits) คือนโยบายและการดำเนินงานที่เชื่อมโยงประเด็นสุขภาพของประชาชน ความเท่าเทียม และสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์เชิงบวกในทุกมิติที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นทิศทางการทำงานของ สสส. ในฐานะองค์กรสร้างเสริมสุขภาพที่ผลักดันให้เกิดนโยบายสร้างเสริมสุขภาพคนไทยครอบคลุม 4 มิติ คือ กาย จิต ปัญญา และสังคม โดยมุ่งเน้นการลดปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ โดยเฉพาะบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

นพ.พงศ์เทพ กล่าวต่อว่า สำหรับการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ไทยได้ผลักดันร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการ และอยู่ในขั้นตอนการนำเสนอการพิจารณาของวุฒิสภา ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญช่วยแก้ไขวิกฤตฝุ่น PM 2.5 และมลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการบูรณาการนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ระดับประเทศที่เชื่อมโยงมิติสุขภาพ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน เพราะอากาศสะอาดเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชน ที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจ โรคปอดและระบบทางเดินหายใจอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงวัยและประชากรกลุ่มเปราะบาง เมื่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการออกแบบเมือง โดยยึดประชาชนเป็นหลักได้รับความสำคัญในระดับนโยบาย

นพ.ซานโดร เดมาโย ผู้อำนวยการศูนย์สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ องค์การอนามัยโลก ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (World Health Organization Asia-Pacific Centre for Environment and Health) ได้นำเสนอแนวคิดการใช้ประโยชน์ร่วมเพื่อสุขภาพของผู้คนและสุขภาพของโลก (Co-Benefits for Healthy People and a Healthy Planet) ว่า ภายในปี 2573 ศูนย์สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ องค์การอนามัยโลก ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีเป้าหมายเชื่อมโยง แผนยุทธศาสตร์ที่จะผลักดันนโยบายระดับโลกที่เชื่อมโยง 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.ระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็งและพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2.ระบบสาธารณูปโภคและชุมชนที่สะอาดและเป็นมิตรกับประชากร 3.ระบบอาหารและโภชนาการที่ยั่งยืนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านการดำเนินงานต่าง ๆ เช่น การวางแผนออกแบบเมือง โครงการอาหารกลางวันโรงเรียน และนโยบายการเงิน เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยกองทุนสิ่งแวดล้อมสีเขียว แผนเหล่านี้คือโอกาสที่ WHO สามารถร่วมกันทำงานเพื่อขับเคลื่อนกับภาคสังคม วิชาการ ไปสู่ระดับนโยบายในระดับประเทศและนานาชาติต่อไป

นพ.ซานโดร กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีหลายประเทศได้นำแนวคิดการใช้ประโยชน์ร่วม เพื่อเชื่อมโยงมิติด้านสุขภาพประชากร สภาพภูมิอากาศ และระบบอาหารเพื่อความยั่งยืนที่ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ  ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เช่น 1.การจัดผังเมืองการออกแบบพื้นที่เมืองมีพื้นที่สีเขียว เพื่อลดผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน เช่น สิงคโปร์ และกรุงโซล เกาหลีใต้ ส่งเสริมให้คนเมืองขี่จักรยาน ใช้ระบบขนส่งสาธารณะ 2.การสร้างระบบเตือนภัยกับกลุ่มประชากรเปราะบาง เช่น ฟิลิปปินส์ ต้องเผชิญกับสภาพภูมิอากาศรุนแรงบ่อย ๆ เมื่อต้องเผชิญกับ พายุไต้ฝุ่น จะได้รับการเตือนภัยและความช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉินอย่างต่อเนื่อง หรือในประเทศที่เกิดคลื่นความร้อน ช่วยป้องกันประชาชนตายจากภาวะที่ต้องเผชิญกับคลื่นความร้อน 3.การออกแบบทางเท้าปลอดภัยและเป็นมิตรกับคนเดินถนน โดยเชื่อมต่อกับพื้นที่การค้าใกล้เคียงในระยะทางการเดินไม่เกิน 15 นาที จะช่วยส่งเสริมการเคลื่อนไหวทางกายโดยอัตโนมัติ เสริมสร้างความแข็งแรงของประชากร ลดภาวะโรค NCDs เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคซึมเศร้า รวมถึง อุบัติเหตุ ได้อย่างมีนัยสำคัญ 4.การส่งเสริมโภชนาการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น ประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกใต้อย่าง ฟิจิ ทำให้ภาวะโภชนาการของประชากรดีขึ้น ประเทศสามารถลดการนำเข้าอาหารและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ การใช้ประโยชน์ร่วม คือสะพานที่จะช่วยเชื่อมโยงความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชนที่อาศัยอยู่ เป็นภารกิจที่ทุกคนจะต้องร่วมกันผลักดันจากระดับนโยบายไปสู่การปฏิบัติ พร้อมติดตามวัดผลความก้าวหน้า ผลลัพธ์ และความสำเร็จในแต่ละมิติที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรมได้ต่อไปในระยะยาว