ฮีโร่เหรียญทองวีลแชร์บาสฯเปิดใจความสูญเสียที่เกิดจากแอลกอฮอล์
เปิดใจน้องอาร์ม ฮีโร่เหรียญทองวีลแชร์บาสฯ ในวันที่ประสบอุบัติเหตุ จากความประมาทของตนเองและเพื่อนๆที่ดื่มแล้วขับจากวัยรุ่นที่มีชีวิตสดใจ กลายมาเป็นผู้พิการ ขาที่มีก็ไม่สามารถพาเดินไปไหนได้ กว่าน้องอาร์มจะก้าวข้ามความเจ็บปวดในครั้งนี้ เธอใช้เวลากว่า 2 ปี หันมาสู้กับความพิการจนกลายมาเป็นนักกีฬาวีลแชร์บาสเก็ตบอลทีมชาติไทยได้อย่างสวยงาม

ที่ลานกิจกรรมหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว เครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง จัดกิจกรรมรณรงค์วันฮาโลวีนปี 2569 ภายใต้แคมเปญ Active Youth Halloween Party “หลอนนี้ไม่มีเหล้า” เพื่อสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มเด็กและเยาวชนให้ลดลง และในครั้งนี้ น้องอาร์ม นส.วิกานดา ผิวกระด้าง เหยื่อจากคนเมาแล้วขับ มาเล่าเหตุการณ์ที่จะจดจำอย่างไม่มีวันลืม

น.ส.วิกานดา (น้องอาร์ม) เล่าว่า วันที่เกิดเหตุ เป็นวันที่ 13 ต.ค. 2555 ตอนนั้นเรียนปี 2 ได้ไปเที่ยวทะเลกับเพื่อน 5 คน ขับรถกระบะไปกันเอง ระหว่างที่เที่ยวกันมีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเพื่อนที่เป็นคนขับก็ดื่มเช่นกัน ระหว่างเดินทางกลับ ได้เกิดอุบัติเหตุ จ.กระบี่ เนื่องจากคนขับเมาและหลับใน ยอมรับว่าตนประมาทไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัยจึงกระเด็นออกจากรถ กระดูกหักทับเส้นประสาท ท่อนล่างเสียความรู้สึก ต้องผ่าตัดใส่เหล็ก รักษาทำกายภาพต่อเนื่อง แต่ก็ไม่สามารถกลับมาเดินได้
– จมอยู่กับความทุกข์ที่ต้องกลายเป็นคนพิการ น้องอาร์ม เล่าว่า 6 เดือนก็แล้ว 1 ปีก็แล้วตนเองก็ยังเดินไม่ได้ ตอนนั้นเสียใจมาก เคยคิดสั้น นอนจมอยู่บนเตียง กลายเป็นภาระให้พ่อกับแม่ที่ต้องมาคอยอาบน้ำ ทำทุกอย่างให้กับอาร์ม ตนเองตัดขาดจากสังคมภายนอกไม่ยอมให้พ่ออุ้มลงมาพบคนที่มาเยี่ยม ใครจะมาหาต้องขึ้นมาหาตนเองเท่านั้น

เกือบ 2 ปีที่ตนใช้เวลาอยู่บนเตียงเพียงอย่างเดียว จุดพลิกผันมีพี่ที่พิการและมีหมอมาเยี่ยม ตนเลือกที่จะให้พ่ออุ้มพี่ที่พิการขึ้นมาหาตนเอง พี่เขามาพูดให้กับกำลังใจตนเอง อย่างสม่ำเสมอ จนตนเองสามาถยอมรับในความพิการของตนเองได้ จึงอยากไปเริ่มชีวิตใหม่อีกครั้ง ด้วยการเริ่มตนจัดการตัวเองในเรื่องต่างๆที่เมื่อก่อนพ่อและแม่เคยทำให้ ก็มาทำเอง เพราะเราคิดว่า สุดท้ายพ่อแม่ท่านไม่ได้อยู่กับเราตลอดไปในช่วงแรกไม่กลัวใช้รถวีลแชร์ เพราะกลัวสายตาคนที่มอง สิ่งที่ทำต่อไปจากที่ดร็อปเรียนไว้ แล้วไม่กลับไปเรียนอีกเรียน แต่ตอนนี้ตนได้เรียนจบป.ตรี แล้ว
-มาเยี่ยม หลังจากนั้นเหมือนคนไม่รู้จัก น้องอาร์ม บอกว่าพอตนเองได้กลับมาพักฟื้นที่บ้าน คนเมาแล้วขับ กลับมาเยี่ยมพร้อมเพื่อนๆที่ไปเที่ยวด้วยกัน มายกมือไหว้ของโทษ หลังจากนั้นขาดการติดต่อ เหมือนคนไม่รู้จักกัน หลังจากนั้นได้มาทำกิจกรรมรณรงค์เมาไม่ขับ ออกไปให้กำลังใจผู้พิการด้วยกัน ตนก็รู้สึกสนุกและกำลังใจดีขึ้น

ปัจจุบันตนสามารถทำงานเป็นวิทยากรให้นักศึกษากายภาพและนักศึกษาแพทย์ได้ สามารถเล่นวีลแชร์บาสเกตบอลทีมชาติได้ จนคว้าเหรียญทองรายการอาเซียนพาราเกมส์ที่เมืองโซโล ประเทศอินโดนีเซีย และล่าสุดได้เหรียญทองแดงรายการ Asian Para Games 2026 ณ เมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่16-25 ต.ค. 2569
สุดท้ายน้องอาร์มได้ฝากไปยังเพื่อนๆที่ยังดื่มว่า การดื่มแอลกอฮอล์มีความสุขแค่ชั่วคืน แต่ผลของความประมาทอาจอยู่กับเราไปตลอดชีวิต ไม่ดื่มเท่ากับไม่ทำร้ายตัวเราเองและบุคคลอื่น

-แนวโน้มเยาวชนดื่มแอลกอฮอล์ลดลง นายพิทยา จินาวัฒน์ กรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สสส. กล่าวว่า จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2569 พบกลุ่มเยาวชนอายุ 15-24 ปี มีแนวโน้มดื่มแอลกอฮอล์ลดลงเหลือ 19.9% จาก 24.8% ในปี 2567 ดื่มแล้วขับ 34.9% อุบัติเหตุบนถนน 19.6% นอกจากนี้มีผู้ที่เคยดื่มแอลกอฮอล์ในงานเทศกาล งานประเพณี คอนเสิร์ต หรืองานเลี้ยงในที่สาธารณะ 66% ขณะที่ข้อมูลจากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ได้รวบรวมข่าวความรุนแรงในครอบครัวที่เผยแพร่ผ่านสื่อในปี 2567 มากถึง 1,529 ข่าว เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ประมาณ 40% โดยมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้น 29.3% และยาเสพติด 26.9% การจัดกิจกรรม “หลอนนี้ไม่มีเหล้า” ถือเป็นการปลุกพลังและเสริมทักษะการปฏิเสธสิ่งยั่วยุ ไม่ให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์บั่นทอนสุขภาพและอนาคตเยาวชน ผ่านการถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากผู้ได้รับผลกระทบ และสร้างผู้นำเยาวชนรุ่นใหม่ในการ ลด ละ เลิก ขับเคลื่อนสังคมให้ปลอดภัยจากปัจจัยเสี่ยงอย่างยั่งยืน

นายพิทยา กล่าว่า ปัจจุบันเยาวชนไทยได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมตะวันตกอย่างแพร่หลาย เช่น เทศกาลคริสต์มาสและฮาโลวีน มีเยาวชนจำนวนไม่น้อยยังติดกับความคิดเดิมๆ ว่า การเที่ยวเทศกาลให้สนุกสนานต้องพึ่งพาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือสารกระตุ้นเพื่อปลุกความกล้า ซึ่งการดื่มแอลกอฮอล์มักกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การสูบบุหรี่และการใช้สารเสพติดชนิดอื่นตามมา การจัดงานในครั้งนี้จึงมุ่งหวังเปลี่ยนผ่านค่านิยมดังกล่าวให้เยาวชนลด ละ เลิก สารเสพติดทุกชนิด
สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ มีการปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการที่หน่วยงานภาครัฐหรือผู้ใหญ่ออกแบบกิจกรรมเพียงฝ่ายเดียว มาเป็นการเปิดโอกาสให้มูลนิธิเด็กและเครือข่ายเยาวชนร่วมกันออกแบบกิจกรรมที่สร้างสรรค์และตรงใจวัยรุ่น

-อยากให้เยาวชนปลอดภัยจากปัจจัยเสี่ยง นางสาวศุภัทรา ภาแก้ว เครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง กล่าวว่า เครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง มีแนวทางขับเคลื่อนงานเพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนให้ปลอดภัยจากปัจจัยเสี่ยง 4 บทบาทสำคัญคือ 1.พัฒนาแกนนำเยาวชนให้เป็น “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” เปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้กล้าคิด กล้าพูด และแลกเปลี่ยนปัญหาชีวิตจริงโดยไม่ตัดสิน 2.สื่อสารแคมเปญรณรงค์เชิงสร้างสรรค์ ทำให้การลดปัจจัยเสี่ยงกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว 3.ขับเคลื่อนเวทีสาธารณะ ให้เป็นพื้นที่พูดคุยสะท้อนปัญหาที่แท้จริงจากมุมมองของคนรุ่นใหม่ 4.ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ นำข้อเสนอจากเยาวชนไปขับเคลื่อนเชิงนโยบาย เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนจากธุรกิจหรือค่านิยมที่เอื้อต่อปัจจัยเสี่ยง ตลอดจนประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และองค์กรเยาวชน เพื่อหนุนเสริมการทำงานระยะยาว

