อึ้ง! อุบัติเหตุทางถนนคร่าชีวิตคนไทยสูงกว่าภัยพิบัติรวมกันหลายปี

คมนาคม-สสส.-ศวปถ. จับมือภาคีจัดสัมมนาถนนปลอดภัย ครั้งที่ 17 ชู “Unlocking Safe Cities” ปลดล็อกถนนปลอดภัย เพื่อหาแนวทางแก้ไขระบบ โครงสร้างเพื่อความปลอดภัยทางถนน หนุนสร้างวินัยใช้รถใช้ถนนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เพื่อลดอุบัติเหตุ พร้อมดึง AIเข้ามาช่วยในการทำงาน ด้าน รมช.คมนาคม แจงอุบัติเหตุทางถนนคร่าชีวิตคนไทยสูงกว่าภัยพิบัติรวมกันหลายปี ย้ำเรื่องอุบัติเหตุทางถนนเป็นมหันตภัยระดับชาติ

“ปลดล็อกระบบ” และค้นหาแนวทางใหม่ที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ประธานเปิดงานแถลงข่าวการจัดสัมมนาวิชาการระดับชาติ เรื่องความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 17 กล่าวว่า ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทยยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงขั้นวิกฤตที่สร้างความสูญเสียอย่างมหาศาล ทั้งในมิติชีวิต ทรัพย์สิน เศรษฐกิจ และสังคม โดยข้อมูลสถิติระบุว่า อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนรายวันเฉลี่ยสูงถึง วันละ 50 คน หรือคิดเป็นยอดเสียชีวิตสะสมประมาณ 15,000 คนต่อปี ซึ่งความสูญเสียตลอดทั้งปีนี้ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วมในแต่ละครั้งที่มีผู้เสียชีวิตประมาณ 3, 5, 17 หรือ 40 คน จะพบว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนตลอดทั้งปีสูงยิ่งกว่าภัยพิบัติทั้งหมดในประเทศรวมกันในรอบหลายปีสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าอุบัติเหตุทางถนนไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นมหันตภัยระดับชาติที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า การสัมมนาวิชาการระดับชาติ เรื่อง ความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 17 ภายใต้แนวคิด “Unlocking Safe City” โดยการจัดงานในครั้งนี้มุ่งเน้นการ “ปลดล็อกระบบ” และค้นหาแนวทางใหม่ ๆ ที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงในเชิงพื้นที่ ไปสู่การนำแนวทางระดับนโยบายลงไปขับเคลื่อนให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมาย Zero Fatalities คือ มุ่งปรับเปลี่ยนค่านิยมความปลอดภัย (Safety Culture) ไม่มองมาตรการความปลอดภัยเป็นเรื่องน่ารำคาญ และตั้งเป้าลดผู้เสียชีวิตทางถนนให้เป็น “ศูนย์” เนื่องจากทรัพยากรมนุษย์เป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดของประเทศ ในภาวะที่อัตราการเกิดของประชากรลดลง การรักษาชีวิตคนไทยจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
ที่ผ่านมาการรณรงค์ความปลอดภัยทางถนนมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเด็ก นักเรียน และเยาวชนเป็นหลัก แต่สำหรับปีนี้ ได้มีการเพิ่มน้ำหนักความสำคัญอย่างมากไปที่ กลุ่มผู้สูงอายุ เนื่องจากประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย และเริ่มพบอุบัติเหตุร้ายแรงในกลุ่มผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะอุบัติเหตุจาก “รถเร่งมรดก” (รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 3 ล้อ) และผู้สูงอายุที่ขับขี่ขณะสภาพร่างกายไม่พร้อม คาดว่าจะเสนอการทดสอบสมรรถนะทางกายและประสาทสัมผัสสำหรับผู้ขอใบขับขี่ใหม่หรือผู้ขับขี่อายุ 55 ปีขึ้นไป ตามคำแนะนำแพทยสภา พร้อมศึกษารูปแบบประเทศญี่ปุ่นในการมอบสิทธิประโยชน์ขนส่งสาธารณะฟรีแก่ผู้สมัครใจคืนใบขับขี่ จึงจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงมหาดไทย, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.), และฝ่ายตำรวจในการอำนวยความสะดวกและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด
นำ AI เข้ามาช่วยตรวจจับการกระทำผิด

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยถึงภาพรวมสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนว่า สสส. ขับเคลื่อนงานด้านความปลอดภัยทางถนนอย่างต่อเนื่องมากกว่า 2 ทศวรรษ โดยทำหน้าที่เชื่อมร้อยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผ่านกลไกสำคัญ ได้แก่ แผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) และศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) เพื่อผลักดันองค์ความรู้ งานวิจัย และข้อมูลสู่มาตรการป้องกันที่เกิดผลจริงในระดับพื้นที่ โดยข้อมูลจากระบบบูรณาการการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน กรมควบคุมโรค ปี 2568 พบว่า ไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 16,078 ราย ลดลงจากปี 2567 จำนวน 1,399 รายขณะที่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์มีผู้เสียชีวิตลดลงจาก 14,365 ราย เหลือ 12,808 ราย เช่นเดียวกับกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง
ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่า ในแต่ละปีประเทศไทยต้องสูญเสียชีวิตประชาชนจากอุบัติเหตุทางถนนเป็นจำนวนมาก แม้สถิติโดยรวมจะมีแนวโน้มดีขึ้นกว่าในอดีต แต่ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดหวัง โดยเป้าหมายระยะสั้นคือการเร่งลดอัตราผู้เสียชีวิตลงให้เหลือ 12 ต่อแสนประชากร จากปัจจุบันที่ยังคงสูงอยู่ที่ประมาณ 22 ต่อแสนประชากร
ดร.นพ.ไพโรจน์ เน้นย้ำว่า การทำงานป้องกันอุบัติเหตุจะต้องมุ่งเน้นแก้ปัญหาที่ “ต้นทาง” ไม่ใช่รอให้เกิดอุบัติเหตุแล้วค่อยนำส่งรักษาพยาบาลเพียงอย่างเดียว ซึ่งการแก้ไขต้นทางครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบเส้นทางจราจร การปรับปรุงกฎระเบียบ การปลูกฝังให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชน รวมถึงการบริหารจัดการระบบใบขับขี่และการควบคุมวินัยจราจรอย่างเป็นระบบ
ทั้งนี้ จากข้อมูลสถิติตัวเลขความสูญเสีย พบว่าสาเหตุหลักของผู้เสียชีวิตทางถนน ประมาณร้อยละ 80 เกิดจากการใช้รถจักรยานยนต์ โดยมีพฤติกรรมเสี่ยงสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การขับรถเร็ว,การไม่สวมหมวกนิรภัย และการดื่มแล้วขับ
ทั้งนี้การก้าวข้ามช่องว่างในการทำงานจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันจากหลากหลายหน่วยงาน ทั้งกรมการขนส่งทางบก, กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงศึกษาธิการ, และภาคส่วนท้องถิ่น เพื่อเข้าไปดูแลปัจจัยใกล้ตัวในชีวิตประจำวันของประชาชน เช่น การควบคุมความปลอดภัยของรถโรงเรียนและการปรับปรุงเส้นทาง
สำหรับการจัดงานสัมมนาวิชาการภายใต้แนวคิด “Unlocking Safe City” มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาจากการมองระดับบุคคล ไปสู่การแก้ไขใน “ระดับเชิงโครงสร้างเมือง” ทั้งด้านวิศวกรรมจราจร รถโดยสารสารธารณะ และการออกกฎหมายระเบียบบังคับใช้ โดยนำฐานข้อมูลทางวิชาการและบทเรียนจากต่างประเทศมาปรับใช้ในเชิงนโยบายของประเทศไทย
ดังนั้น จึงมีการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยตรวจจับการกระทำผิด ร่วมกับการยกระดับมาตรฐานหมวกนิรภัย และการสร้างบรรยากาศแวดล้อมทางสังคมเพื่อเร่งรัดให้ประชาชนเกิดความตระหนักและอยากสวมใส่หมวกนิรภัยด้วยตนเองเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน
นอกจากนี้ เวทีเสวนายังเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่จริงได้มาแลกเปลี่ยนบทเรียนและประสบการณ์ตรงร่วมกัน เพื่อยกประเด็นการจัดทำ แผนแม่บทระดับชาติ ขึ้นมาพิจารณา โดยเน้นย้ำว่าจะต้องประเมินความ เป็นไปได้จริงในการปฏิบัติ งบประมาณที่ต้องใช้ และการตั้งเป้าหมายที่วัดผลได้ ไม่ใช่การเสนอแผนที่สวยหรูแต่นำไปใช้จริงไม่ได้เพื่อปกป้องชีวิตและรักษาทรัพยากรมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดของประเทศอย่างยั่งยืน
ชู 4 ประเด็นแนวทางแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุ

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) กล่าวว่า การสัมมนาวิชาการระดับชาติ เรื่อง ความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 17 มุ่งปลดล็อกข้อจำกัดสำคัญในการจัดการความปลอดภัยทางถนน อาทิ การยกระดับมาตรฐานรถรับ-ส่งนักเรียน การจัดการปัญหาใบสั่งค้างชำระ และการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะมาตรการจัดการปัญหาเมาแล้วขับ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการผลักดันให้เกิดการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม เชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางแก้ไขปัญหาใน 4 ประเด็นสำคัญ 1. บริหารจัดการความปลอดภัยทางถนนแบบบูรณาการ เชื่อมโยงการทำงานของภาคีเครือข่ายในระดับพื้นที่ 2. ขับเคลื่อนพลังสังคมและการลงทุนเพื่อยกระดับความปลอดภัยของเด็กและเยาวชน 3. พัฒนาระบบการเดินทางที่ปลอดภัย มุ่งจัดการความเสี่ยงและป้องกันอุบัติเหตุตั้งแต่ต้นทาง 4. ยกระดับมาตรการป้องปรามและการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดผลในทางปฏิบัติ พร้อมนำเสนอผลงานและนวัตกรรมจากภาคีเครือข่าย เพื่อต่อยอดองค์ความรู้สู่การพัฒนานโยบายและมาตรการที่ตอบโจทย์ปัญหาความปลอดภัยทางถนนของประเทศ

ทั้งนี้ การสัมมนาวิชาการระดับชาติ เรื่อง ความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 17 (17th Thailand Road Safety Seminar) ภายใต้แนวคิด “Unlocking Safe Cities : ปลดล็อกถนนปลอดภัย เพื่อเมืองที่ปลอดภัย” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-20 พฤศจิกายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี โดยแบ่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางขับเคลื่อนความปลอดภัยทางถนนออกเป็น 4 ห้องย่อย และภายในงานยังมีนิทรรศการแสดงผลงาน นวัตกรรม และงานวิชาการด้านความปลอดภัยทางถนนจากภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์และเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่กับหน่วยงานระดับนโยบาย มุ่งขยายผลแนวทางที่มีประสิทธิภาพสู่การลดอุบัติเหตุและความสูญเสียทางถนนอย่างยั่งยืน

