“ฟังด้วยหู ดูด้วยใจ”…จุดเริ่มต้นของการแก้ความเหงา-โดดเดี่ยว
ขึ้นปีที่ 3 แล้วสำหรับกิจกรรมเดือนแห่งการฟังที่สะท้อนปัญหาว่าผู้คนในสังคมที่มีปัญหาและความเหงา โดดเดี่ยวมากขึ้น ดังนั้นการสร้างพื้นที่รับฟังจึงเป็นจุดเริ่มต้นเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของคนในสังคม อุดช่องว่างความเหงา โดดเดี่ยวของคนไทย ซึ่ง AI ก็ไม่สามารถทำแทนได้
ในปีนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ ธนาคารจิตอาสา ความสุขประเทศไทย ภาคีเครือข่ายสุขภาวะทางปัญญา และสยามพารากอน ได้จัดกิจกรรมเดือนแห่งการฟังแห่งชาติ ในแคมเปญ “ฟังกันนะบุรี”

ทำไมต้องมีเดือนการฟังแห่งชาติ …สสส.และภาคีเครือข่ายระบุว่า มีงานวิจัยพบว่า ในภาวะสังคมที่มีความเร่งรีบและต่างคนต่างใช้ชีวิตของตัวเอง ปัญหาที่ตามมา คือ สังคมขาดความเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทั้งในระดับครอบครัว ที่ทำงาน และชุมชน ส่งผลให้หลายๆคนรู้สึกโดดเดี่ยว เหงา ส่วนแคมเปญ “ฟังกันนะบุรี” คือ ทางผู้จัดงานต้องการให้ทุกๆพื้นที่ในทุกๆจังหวัดเปิดพื้นที่การรับฟังของคนในชุมชนตนเองไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานราชการหรือเอกชน ซึ่งการเปิดพื้นที่รับฟังจะเป็นพื้นที่ปลอดภัย และเป็นการรับฟังที่ได้รับการพัฒนาทักษะการับฟังด้วยหัวใจ และไม่ตัดสิน จะช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้
การฟังช่วยปลดล็อกความเหงา-โดดเดี่ยวของผู้คน

นางญาณี รัชต์บริรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา สสส. กล่าวว่าการฟังที่มีคุณภาพประกอบด้วย 3 ระดับ ได้แก่ การฟังเสียงตนเอง (Self-awareness), การฟังผู้อื่นเพื่อสร้างความสัมพันธ์, และ การฟังโลก สังคม ตลอดจนธรรมชาติ โดยปัจจัยหลัก 3 ประการที่จะช่วยให้การฟังมีประสิทธิภาพ ได้แก่
-การอยู่กับคนตรงหน้า 100% โดยวางโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อเปิดรับเรื่องราวอย่างเต็มที่
-การตระหนักรู้ความรู้สึกและเสียงภายในใจตนเอง ขณะรับฟังผู้อื่น
-การรับรู้และเข้าอกเข้าใจความรู้สึกของผู้พูด
หากประกอบครบทั้ง 3 ปัจจัย จะก่อให้เกิดการรับฟังอย่างลึกซึ้งด้วยหัวใจ ช่วยคลี่คลายความทุกข์ของผู้พูด ถือเป็นของขวัญอันพิเศษสุดและเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น
วิกฤตความเหงาในสังคมไทย และข้อจำกัดของ AI: ปัจจุบันสังคมไทยประสบปัญหาความเหงาและความโดดเดี่ยวจากการขาดปฏิสัมพันธ์ รวมถึงการพึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มากเกินพอดี
จากผลการสำรวจเรื่องความเหงาที่ดำเนินการต่อเนื่องมา 2 ปี พบว่าผู้คนมีความเหงาเพิ่มสูงขึ้น และหันไปพูดคุยกับ AI แทนคนในครอบครัวหรือเพื่อน
อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยระบุชัดเจนว่า AI ไม่ได้ช่วยคลายความเหงา แต่กลับทำให้รู้สึกแปลกแยกยิ่งขึ้น เนื่องจากมนุษย์ต้องการการเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์ด้วยกัน การฟังกันของมนุษย์จึงเป็นทางออกในการเยียวยาความเหงาได้ดีกว่าเทคโนโลยี
“แคมเปญเดือนการฟังแห่งชาติ ก่อให้เกิดประโยชน์ 3 ระดับ คือ ระดับบุคคล ช่วยให้คนกลับมาสังเกตอารมณ์ ความคิด ความต้องการ และรู้เท่าทันความรู้สึกของตนเอง ระดับองค์กรและชุมชน การนำทักษะการฟังไปใช้ จะสร้างให้เกิดพื้นที่ปลอดภัยและวัฒนธรรมที่เกื้อกูลกัน ระดับสังคม สร้างให้เกิดสังคมที่ผู้คนเข้าใจความแตกต่างระหว่างกัน และเพิ่มโอกาสในการทำความเข้าใจปัญหาจากมุมมองที่หลากหลาย นำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้งนี้ ความสำเร็จในปี 2568 สะท้อนให้เห็นถึงการทำงานของ สสส. ที่เข้าไปหนุนการทำงานอย่างเป็นระบบ ดึงต้นทุนขององค์กรที่มีอยู่แล้วทั้งด้านพื้นที่และบุคคล มาร่วมสร้างพื้นที่รับฟัง และในปี 2569 สสส. จะสนับสนุนให้เกิดพื้นที่รับฟังทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ใช้ต้นทุนที่มีอยู่ในจังหวัดมาสร้างพื้นที่รับฟังในระดับพื้นที่ เป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันกับท้องถิ่นอย่างเข้มแข็ง สร้างให้คนไทยมีสุขภาวะทางปัญญาอย่างยั่งยืน” นางญาณี กล่าว
พบคนไทยรู้สึกว่า AI เข้าใจตัวเองได้ดีกว่าคนในครอบครัวเพิ่มสูงขึ้น

ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ ผู้อำนวยการร่วมธนาคารจิตอาสา กล่าวว่า ว่าคนส่วนใหญ่มักนึกถึงการฟังผู้อื่น แต่หัวใจสำคัญของปีนี้คือ “การกลับมาฟังตนเอง” เนื่องจากอุปสรรคในการสื่อสารมักเกิดจากการที่เราไม่เคยฟังเสียงตัวเอง และมัวแต่จมอยู่กับเสียงความคิดในหัว หากเราเท่าทันและหรี่เสียงในหัวลงได้ จะช่วยให้เข้าใจธรรมชาติของร่างกายและจิตใจตนเองมากขึ้น พร้อมทั้งสามารถขยายการรับฟังไปสู่การรับรู้โลกและธรรมชาติ ทั้งในมิติทางกายภาพและมิติทางจิตวิญญาณ
ปัจจุบันสังคมเต็มไปด้วยปัญหาทั้งในครอบครัว โรงเรียน และที่ทำงาน เช่น ปัญหาการขับรถในกรุงเทพฯ ที่เพียงแค่การบีบแตรก็อาจนำไปสู่การกระทบกระทั่งจนบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เนื่องจากความสามารถในการฟังและการอดทนของคนเราลดลงหากทุกคนฝึกฝนการฟังให้เป็น จะช่วยลดพฤติกรรมหัวร้อน เพิ่มความสุข ความสงบ และความปลอดภัยในชีวิต ถือเป็นจุดเริ่มต้นพื้นฐานที่ช่วยให้สังคมน่าอยู่และมีพื้นที่รับฟังกันมากยิ่งขึ้น
ผ่านมา ธนาคารจิตอาสา ความสุขประเทศไทย ร่วมกับคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินการศึกษาวิจัยประเด็นความเหงาโดดเดี่ยวในช่วงสถานการณ์ภัยพิบัติ รวมถึงการพึ่งพิงปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในความสัมพันธ์ของคนไทย ปี 2569 พบคนไทยรู้สึกว่า AI เข้าใจตัวเองได้ดีกว่าคนในครอบครัวเพิ่มสูงขึ้น จาก 20% ในปี 2568 เป็น 31.3% ในปี 2569 คนไทยรู้สึกว่า AI เข้าใจตัวเองได้ดีกว่าเพื่อนเพิ่มสูงขึ้นจาก 17% ในปี 2568 เป็น 28.1% ในปี 2569 ที่น่าสนใจ ผลวิจัยยังพบว่า ปัญหาความเหงาและโดดเดี่ยวยังเป็นเรื่องที่ต้องจับตาหลังภัยพิบัติผ่านพ้นไป โดยคนไทย 47.9% รู้สึกว่าอุทกภัยกระทบต่อความรู้สึกตนเองในด้านลบทั้งความเครียด เหงา เศร้า และโดดเดี่ยว
“เดือนการฟังแห่งชาติ เกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี เพื่อสร้างความสัมพันธ์และวัฒนธรรมการฟังให้เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยปี 2569 ธนาคารจิตอาสา ร่วมกับ สสส. สื่อสารภายใต้แนวคิด ‘ฟังกันนะบุรี’ ชวนคนไทยมาร่วมกันสร้างเมืองที่ทุกคนเป็นผู้รับฟัง ทั้งฟังตัวเอง ฟังผู้คน ฟังโลกและธรรมชาติ เพื่อให้เกิดความเข้าใจตัวเอง และมีทักษะการดูแลความสัมพันธ์กับคนอื่น ทั้งนี้ ตลอดเดือน พ.ย. 2569 จะมีกิจกรรมพื้นที่รับฟังเกิดขึ้นทุกสัปดาห์ เช่น บริเวณสวนลุมพินี และลาน Nextopia สยามพารากอน มีกิจกรรมจากภาคีเครือข่ายมากกว่า 300 องค์กรในพื้นที่ทั่วไทย และจัดขึ้นพร้อมกันอีก 4 ทวีปทั่วโลก ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้ที่เว็บไซต์ listen.happinessisthailand.com” ดร.สรยุทธ กล่าว
นร.ม.ปลายสะท้อน การรับฟังที่ดีช่วยได้จริง

สุดท้ายมาฟังเสียงสะท้อนของวัยรุ่น กับน้องนีน่า นส.นภัทชพร ก้อนกลีบ โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ เล่าว่า ด้วยความที่ตนเองเป็นวัยรุ่นแต่การพูดจากับพ่อจะไม่ค่อยตรงกัน ทำให้มีการพูดคุยกันน้อยลง และเมื่อทางโรงเรียนจัดกิจกรรมการรับฟัง บวกกับความใฝ่ฝันของตนเองที่อยากจะเป็นนักจิตวิทยา จึงได้เข้าร่วมกิจกรรม และเข้าใจเรื่องของการฟังมากขึ้น จนกระทั่งคนรอบข้างเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเองมากขึ้น และสะท้อนว่าตนเองใจเย็นลง รู้จักที่จะฟังคนอื่นมากขึ้น ซึ่งตนเองมองว่าการจัดกิจกรรมการรับฟังเป็นเรื่องที่ดีมาก โดยเฉพาะวัยุร่น จึงให้อยากพื้นที่การรับฟังมากขึ้น
กทม.หนุนสร้างพื้นที่การรับฟัง

นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “การฟังคือหัวใจของการบริหารเมือง เมืองน่าอยู่ไม่ได้สร้างแค่ตึกสูงหรือถนนดี แต่สร้างจากการรับฟังเสียงของประชาชน เนื่องในเดือนการฟังแห่งชาติ กรุงเทพมหานครพร้อมเปลี่ยน ‘พื้นที่สาธารณะ’ ให้เป็น ‘พื้นที่แห่งการรับฟัง’ โดยในทุกวันเสาร์ เวลา 13.00 -18.00 น. ตลอดเดือนพฤศจิกายน จะมีการจัดกิจกรรม ‘Listening Space @ สวนลุมพินี’ ที่บริเวณโซนสะพานเขียว อยากชวนทุกคนวางมือถือ แล้วออกมาเดินเล่น พูดคุย รับฟังกันท่ามกลางธรรมชาติ ลดความขัดแย้ง ลดความเครียดและภาวะหมดไฟ (Burnout) เปลี่ยนบ้าน โรงเรียน และที่ทำงานให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจ อยากชวนทุกองค์กรและพี่น้องชาวกรุงเทพฯ มาร่วมเปลี่ยนเดือนพฤศจิกายนนี้ให้เป็นเดือนแห่งการฟัง เพราะถ้าคนในเมืองใจแข็งแรงและเข้าใจกัน เมืองของเราก็จะเข้มแข็งและก้าวข้ามทุกวิกฤตไปด้วยกัน”

