ในประเทศ

วิกฤตสิ่งแวดล้อมโลกคุกคามระบบอาหารและสุขภาพ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เป็นภัยคุกคามพื้นฐานต่อสุขภาพของมนุษย์ ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ตลอดจนระบบธรรมชาติและชีวิตมนุษย์ รวมถึงสภาพทางสังคมและเศรษฐกิจ และการทำงานของระบบสาธารณสุข ดังนั้นจึงเป็นปัจจัยเพิ่มภัยคุกคาม ทำลายและอาจทำให้ความก้าวหน้าด้านสาธารณสุขที่พัฒนามาหลายทศวรรษถอยลง เมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไป จะพบเห็นเหตุการณ์สภาพอากาศและภูมิอากาศที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น เช่น พายุ ความร้อนจัด น้ำท่วม ภัยแล้ง และไฟป้า ภัยพิบัติทางสภาพอากาศและภูมิอากาศเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อ สุขภาพทั้งทางตรงและทางอ้อม เพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต โรคไม่ติดต่อ การเกิดและการแพร่กระจายของโรคคิดเชื้อ และภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพ

จากคำกล่าวของ ศ.ดร.กรุณี ขวัญบุญจัน สาขาวิชาโภชนศาสตร์ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล และที่ปรึกษาภาควิชาโภชนศาสตร์เขตร้อนและวิทยาศาสตร์อาหาร ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเชิงระบาดวิทยาและชีวเคมี ความปลอดภัยด้านอาหาร และภาวะทุพโภชนาการ ที่กล่าวในงานประชุมวิชาการโภชนาการแห่งชาติ ครั้งที่ 19 ภายใต้หัวข้อ “โภชนาการเพื่อสุขภาวะของมนุษย์และโลกอย่างยั่งยืน” (Nutrition for Sustainable Human and Planetary Health) ในหัวข้อ”อาหารเพื่อสุขภาพมนุษย์และสุขภาวะโลก”  จัดขึ้นโดย สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่ายด้านอาหารและโภชนาการ ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร

โลกร้อนส่งผลกระทบกับระบบอาหารของโลก

นอกจากนี้ ศ.ดร.กรุณี กล่าวว่า  วิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติบ่อยครั้ง พร้อมทั้งสร้างปัญหา ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง และภาวะมลพิษในแหล่งน้ำจากการใช้สารเคมีเกษตรที่เกินพอดี ปัญหาความเสื่อมโทรมเหล่านี้มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับระบบอาหารของโลก และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์จนเกิดเป็นโรคไม่เรื้อรัง (NCDs) เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ คณะนักวิทยาศาสตร์จึงได้เสนอแนวคิด Planetary Health Diet ซึ่งเป็นรูปแบบการบริโภคอาหารที่คำนึงถึงสุขภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สามารถรองรับประชากรโลกในอนาคตได้อย่างยั่งยืน ขณะที่ผลการศึกษาพฤติกรรมการกินของคนไทยชี้ให้เห็นว่า การบริโภคอาหารในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต โดยมีการบริโภคเนื้อสัตว์ น้ำตาล และอาหารแปรรูปเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับอัตราการเกิดโรค NCDs และผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่สูงขึ้น ดังนั้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคและระบบอาหารจึงเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ปัญหาความยั่งยืนของโลกในระยะยาว

นักวิชาการแนะเลือกอาหารที่เป็นมิตรต่อร่างกายและสิ่งแวดล้อม

ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบต่อระบบอาหารของมนุษย์ผ่าน 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่:การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change): ก่อให้เกิดพายุ อุทกภัย ภัยแล้ง ไฟป่า และคลื่นความร้อนจัดจนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในยุโรป

การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss): การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศส่งผลต่อการกลายพันธุ์หรือการสูญพันธุ์ของพืช สัตว์ และจุลินทรีย์ ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงของห่วงโซ่อาหาร

การใช้ไนโตรเจนและฟอสฟอรัสเกินขนาด: การใช้ปุ๋ยเคมีปริมาณมากในการเพาะปลูกทำให้สารเคมีชะล้างลงสู่แหล่งน้ำ เกิดภาวะยูโทรฟิเคชัน (Eutrophication) สาหร่ายเติบโตอย่างรวดเร็วและทำให้ระดับออกซิเจนในน้ำลดลง

การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน (Land Use): การบุกรุกป่าเพื่อทำเกษตรกรรมและขยายเมือง ทำให้พื้นที่ป่าไม้ซึ่งช่วยดูดซับคาร์บอนและช่วยชะลอน้ำท่วมลดลงอย่างต่อเนื่อง

ดร.วิษณุ กล่าวว่า แม้การผลิตอาหารในระดับโลกจะมีปริมาณแคลอรีเพียงพอต่อจำนวนประชากร แต่ในความเป็นจริงยังมีประชากรอีกกว่า 820 ล้านคน ที่ประสบภาวะขาดแคลนอาหาร ขณะเดียวกัน ผู้คนจำนวนมากกลับบริโภคอาหารที่ด้อยคุณภาพ ขาดสารอาหารรอง (Micronutrients) และเกิดปัญหาโรคอ้วน รวมถึงกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจและเบาหวาน ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการบริโภค

ดังนั้น กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ EAT-Lancet Commission ได้เสนอโมเดลอาหาร “Planetary Health Diet” เพื่อเป็นแนวทางรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รองรับประชากรโลกที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 ล้านคนในปี 2050 โดยไม่ทำลายโลก

 มีหลักการสำคัญดังนี้:

รูปแบบยืดหยุ่น (Flexitarian): กำหนดปริมาณพลังงานอ้างอิงสำหรับผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีไว้ที่ประมาณ 2,400 กิโลแคลอรีต่อวัน

เน้นอาหารธรรมชาติ: เน้นอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูป, โฮลเกรน (Whole grains), ธัญพืชไม่ขัดสี, ผัก, ผลไม้ และถั่ว

จำกัดเนื้อสัตว์แต่ไม่งด: กำหนดการบริโภคเนื้อสัตว์ไม่เกิน 2 ส่วนต่อวัน โดยยังคงจำเป็นต้องบริโภคเพื่อให้ได้กรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน ซึ่งโปรตีนจากถั่วเพียงอย่างเดียวอาจไม่ครอบคลุม

เลือกใช้น้ำมันชนิดไม่อิ่มตัว: เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันทานตะวัน น้ำมันถั่วลิสง และน้ำมันคาโนล่า

สสส.หนุนสร้างคนไทยมีสุขภาพดี ผ่านการทำงานเชิงระบบ

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ผลการศึกษาภาระโรคจากปัจจัยเสี่ยงของประชากรไทย 2565 พบว่า คนไทยสูญเสียปีสุขภาวะจากการเจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรรวมประมาณ 20.5 ล้านปี โดยภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับ 1 คิดเป็น 12.2% หรือประมาณ 2.5 ล้านปีสุขภาวะ ขณะที่การบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสมเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับ 3 คิดเป็น 9% หรือประมาณ 1.85 ล้านปีสุขภาวะ จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนระบบอาหารและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อและการสูญเสียปีสุขภาวะของประชาชนในระยะยาว ซึ่งปัญหาการบริโภคอาหารไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับระบบอาหารตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การตลาด การกระจายสินค้า ราคา ไปจนถึงสภาพแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกบริโภคอาหารของประชาชน จึงต้องปรับระบบอาหารและสภาพแวดล้อมให้ประชาชนเข้าถึงอาหารสุขภาพได้ง่ายขึ้นในราคาที่เหมาะสม

“สสส. ทำหน้าที่เป็นกลไกเร่งการเปลี่ยนแปลงของระบบ (System Catalyst) ผ่านการขับเคลื่อนงาน 3 ด้าน  1. สนับสนุนองค์ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรม และเชื่อมโยงภาคีเครือข่าย เพื่อผลักดันมาตรการและนโยบายสาธารณะ เช่น ภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล การลดบริโภคโซเดียม การสร้างสภาพแวดล้อมอาหารเพื่อสุขภาพในโรงเรียน โรงพยาบาล ชุมชน และสถานประกอบการ 2. พัฒนาระบบข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย เช่น การพัฒนาชุมชนต้นแบบด้านการเฝ้าระวังภาวะโภชนาการและพัฒนาการเด็กปฐมวัย 5 แห่ง และโรงพยาบาลต้นแบบด้านอาหารสุขภาพ 11 แห่ง 3. ผลักดันการจัดสภาพแวดล้อมด้านอาหารเพื่อสุขภาพและความปลอดภัยเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานรับรองคุณภาพสถานพยาบาล สสส. มุ่งเปลี่ยนจากการปรับพฤติกรรมรายบุคคล สู่การสร้างระบบอาหารที่เอื้อต่อสุขภาพของทุกคน ตั้งแต่การผลิตและกระจายอาหารที่มีคุณภาพ ไปจนถึงการเข้าถึงอาหารสุขภาพอย่างเป็นธรรม ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดระบบอาหารปลอดภัยที่ยั่งยืน” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว