ในประเทศ

EABC เสนอรัฐบาลยกระดับการปราบสินค้าผิดกฎหมายและการส่งเสริมความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐเป็นวาระแห่งชาติ

EABC เสนอรัฐบาลยกระดับการปราบสินค้าผิดกฎหมายและการส่งเสริมความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐเป็นวาระแห่งชาติ ชูความร่วมมือรัฐ เอกชน ผนึกกำลังอาเซียนบูรณาการการบังคับใช้กฎหมาย การเชื่อมโยงข้อมูล ปฏิรูปกฎระเบียบและมาตรการภาษี หยุดการรั่วไหลรายได้ประเทศปีละหลายหมื่นล้าน

กรุงเทพฯ 21 ตุลาคม 2569 –สมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ (European Association for Business and Commerce หรือ EABC) จัดเวทีเสวนาเสนอรัฐบาลยกระดับการป้องกันและปราบปรามการค้าผิดกฎหมายและการส่งเสริมความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐให้เป็นวาระแห่งชาติ ชี้ปัญหาสินค้าลักลอบและสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาไม่ว่าจะเป็นอาหาร ผลิตภัณฑ์ยาสูบ ผลิตผลทางการเกษตร หรือยา เชื่อมโยงกับปัญหาการทุจริตคอรัปชัน สร้างความเสียหายไม่แต่เฉพาะด้านเศรษฐกิจและรายได้ของรัฐ หากแต่ยังส่งผลกระทบในวงกว้างต่อสังคมและประเทศ บ่อนทำลายหลักนิติธรรม ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อผู้บริโภค บิดเบือนการแข่งขันที่เป็นธรรม บั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อภาครัฐ ความเชื่อถือของนักลงทุนต่างชาติ พร้อมขอให้รัฐบาลเร่งปฏิรูปการดำเนินงานร่วมกันของผู้กำหนดนโยบายและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานโดยนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการวิเคราะห์และประเมินผล ส่งเสริมบทบาทภาคเอกชน วิชาการ และความร่วมมือแบบรัฐต่อรัฐโดยเฉพาะกับประชาคมอาเซียน และการปฏิบัติตามนโยบายและกรอบความตกลงเขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปและ OECD เพื่อปิดช่องโหว่การค้าผิดกฎหมายและการทุจริตคอรัปชันอย่างเป็นระบบและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ข้อเสนอดังกล่าวเกิดขึ้นภายในงานสัมมนาเรื่อง “การบูรณาการมาตรการต่อต้านการค้าผิดกฎหมายและการส่งเสริมความโปร่งใสของภาครัฐ ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และความร่วมมือระดับอาเซียน” ซึ่งจัดโดย EABC ณ โรงแรมโอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ มีผู้แทนจากหน่วยงานสำคัญ อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรมสรรพสามิต สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)  ตลอดจนผู้แทนภาคธุรกิจยุโรป คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย และภาควิชาการ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มและความท้าทายของสินค้าผิดกฎหมาย ตลอดจนแนวทางเสริมสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่อรับมือกับปัญหาที่กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและภูมิภาคอาเซียน

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดการสัมมนาโดยมีใจความสรุปว่าการค้าผิดกฎหมายเป็นความท้าทายข้ามพรมแดนที่ก่อผลประทบต่อเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงแห่งรัฐ รวมถึงเป้าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจและการเติบโตของการค้าการลงทุนอย่างยั่งยืน รัฐบาลยืนยันให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าวและมุ่งมั่นบูรณาการการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ยกระดับประสิทธิภาพความร่วมมือทั้งภายในประเทศและระดับภูมิภาคทั้งระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการโดยยึดหลักความไว้วางใจ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ พร้อมเร่งปรับปรุงกฎระเบียบและกระบวนการอนุมัติให้มีความรวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรม ลดภาระที่ไม่จำเป็น รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อผู้ประกอบการสุจริต ตลอดจนการทำงานร่วมกับอาเซียน สหภาพยุโรป และประเทศหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอื่นๆ เพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามปัญหาสินค้าผิดกฎหมายและการทุจริตคอรัปชั่นร่วมกันไปสู่ผลลัพธ์ที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และสามารถวัดผลได้

นางภารณี อดุลยพิเชฏฐ์ ประธานสมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ (EABC) กล่าวว่า “ปัญหาการค้าผิดกฎหมายในประเทศไทยมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งการลักลอบนำเข้าสินค้าหลีกเลี่ยงภาษี การจำหน่ายสินค้าปลอมและสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนการขยายตัวของเครือข่ายการค้าผิด กฎหมายผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะธุรกิจที่มีขนาดกลางเละขนาดเล็ก หรือ เอสเอ็มอี ที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรในการคุ้มครองสิทธิและการแข่งขันในกรณีเมื่อพบสินค้าที่ผิดกฎหมาย โดยปัญหาดังกล่าวยังส่งผลต่อรายได้ภาครัฐจากการจัดเก็บภาษี สร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และอาจเชื่อมโยงกับโอกาสในการทุจริตในกระบวนการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะการค้าข้ามพรมแดนที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานและหลายประเทศ ทำให้การดำเนินมาตรการปราบปรามเพียงหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างครอบคลุม”

“การค้าผิดกฎหมายไม่ใช่เพียงปัญหาของผู้ประกอบการหรือการสูญเสียรายได้ภาษีของรัฐบาลเท่านั้น แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ การแข่งขันอย่างเป็นธรรม และความเชื่อมั่นของนักลงทุน ประเทศไทยจำเป็นต้องมีระบบการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานได้อย่างแท้จริง” นางภารณี กล่าวเพิ่มเติม

ด้าน ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “การค้าผิดกฎหมายเป็นความท้าทายสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการค้าของประเทศไทย โดยเฉพาะในบริบทที่การค้าระหว่างประเทศมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น ขณะที่รูปแบบการลักลอบนำเข้า การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และการจำหน่ายสินค้าผิดกฎหมายมีความซับซ้อนและสามารถดำเนินการผ่านหลายช่องทาง”

“นอกจากนี้ ความร่วมมือระดับภูมิภาคอาเซียนมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเครือข่ายการค้าผิดกฎหมายจำนวนมากมีลักษณะข้ามพรมแดน การแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการนำเข้าและส่งออก การประสานงานระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และการพัฒนามาตรการตรวจสอบร่วมกัน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามและสกัดกั้นการเคลื่อนย้ายสินค้าผิดกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน การสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในระบบการค้าก็เป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในระยะยาว” ดร.กิริฎา กล่าวเพิ่มเติม

อีกข้อเสนอสำคัญที่ผู้เข้าร่วมเสวนามีความเห็นตรงกันคือ รัฐบาลควรพิจารณากำหนดการป้องกันและปราบปรามการค้าผิดกฎหมายเป็นวาระเชิงนโยบายระดับชาติ โดยมีหน่วยงานรับผิดชอบและกลไกประสานงานที่ชัดเจน พร้อมกำหนดมาตรการสำคัญทั้งการปรับปรุงกฎหมาย การใช้ระบบวิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk Profiling) ในการตรวจสอบสินค้านำเข้าและสินค้าผ่านแดน การพัฒนาระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และช่องทางค้าปลีก

หนึ่งในตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนขนาดความเสียหายจากการค้าผิดกฎหมายและปัญหาความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ คือ การค้าบุหรี่เถื่อนในประเทศไทย โดยอ้างอิงผลการสำรวจซองบุหรี่เปล่า (Empty Pack Survey: EPS) ไตรมาสแรกปี 2569 ที่บุหรี่เถื่อนมีสัดส่วนสูงถึง 28% ของตลาดบุหรี่ในประเทศไทย ขณะที่ประเมินว่าภาครัฐสูญเสียรายได้จากภาษีกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี

รศ.ดร.ถิรภาพ ฟักทอง ศูนย์บริการวิชาการเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยผลการศึกษาผลกระทบของระบบภาษีสรรพสามิตบุหรี่แบบอัตราเดียวต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยซึ่งชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างภาษีบุหรี่แบบสองอัตราในปัจจุบัน ซึ่งกำหนดอัตราภาษีตามมูลค่า 25% สำหรับบุหรี่ที่มีราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 72 บาทต่อซอง และ 42% สำหรับบุหรี่ที่มีราคาสูงกว่า 72 บาทต่อซอง เป็นเหตุปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ส่งผลให้เกิดช่องว่างของราคาสินค้าที่ขับเคลื่อนการขยายตัวของตลาดนอกระบบ การดำเนินนโยบายแบบผสมผสานโดยปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียวควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการปราบปรามอย่างต่อเนื่องจะช่วยลดปริมาณบุหรี่ผิดกฎหมายในระยะยาวได้อย่างมีนัย โดยแบบจำลองสถานการณ์ชี้ว่าการใช้ภาษีตามมูลค่าอัตราเดียวที่ 25% ร่วมกับการปรับเพิ่มภาษีตามปริมาณ 0.05 บาทต่อมวนทุก 2 ปี ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการปราบปราม 0.5% ต่อปี จะทำให้ปริมาณบุหรี่ผิดกฎหมายในปี 2588 จะลดลงจาก 66.7 ล้านซอง เหลือ 62.6 ล้านซองต่อปี หรือลดลงประมาณ 6.1% และหากยกระดับการปราบปรามเป็น 1% ต่อปี บุหรี่เถื่อนจะลดลงเหลือเพียง 56.2 ล้านซอง หรือลดลงมากถึง 15.7%

ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาการค้าผิดกฎหมายไม่ควรถูกมองเป็นเพียงภารกิจในการจับกุมและยึดสินค้าผิดกฎหมาย แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปกลไกธรรมาภิบาลทางเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อปกป้องรายได้ภาครัฐ สร้างการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ลดช่องโหว่การทุจริต ส่งเสริมความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ และยกระดับความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการค้าและการลงทุนของภูมิภาค