สสส. สานพลัง สผผ.-ภาคีเครือข่าย ปิดช่องว่างเกิดคนไร้บ้านรายใหม่ เร่งขยายจุด Drop-in พัฒนาที่อยู่อาศัย
สสส. สานพลัง สผผ.-ภาคีเครือข่าย ปิดช่องว่างเกิดคนไร้บ้านรายใหม่ เร่งขยายจุด Drop-in พัฒนาที่อยู่อาศัย มุ่งตั้งหลักชีวิต-สร้างอาชีพ หลังพบปัญหาถูกเลิกจ้าง-ขาดรายได้ 44.72% ผลักเข้าสู่ภาวะไร้บ้าน ห่วงผู้สูงอายุไร้บ้าน-ผู้ป่วยจิตเวช เข้าไม่ถึงบริการสุขภาพ

วันที่ 17 ก.ค. 2569 นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน (สผผ.) กล่าวในเวทีเสวนา “การยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มคนไร้บ้านในกรุงเทพมหานครและจังหวัดนนทบุรี” ว่า ปัญหาคนไร้บ้านเป็นผลสะท้อนจากความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างและระบบสวัสดิการที่ยังไม่ครอบคลุม ส่งผลให้คนไร้บ้านจำนวนมากเข้าไม่ถึงสิทธิและบริการของรัฐ โดยเฉพาะบริการด้านสุขภาพ ขณะเดียวกันยังมีกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเสี่ยงเข้าสู่ภาวะไร้บ้านในอนาคต หากไม่ได้รับการดูแลและป้องกันอย่างเหมาะสม จากการลงพื้นที่ติดตามปัญหาในกรุงเทพฯ และหลายจังหวัด พบว่าไทยยังขาดกรอบนโยบายหรือยุทธศาสตร์ระดับชาติในการแก้ไขปัญหาคนไร้บ้าน เพราะแยกส่วนตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน ทำให้การช่วยเหลือและฟื้นฟูคนไร้บ้านยังไม่เกิดประสิทธิภาพเท่าที่ควร
“สผผ. ทำหน้าที่เป็นคนกลาง เสนอแนะเชิงนโยบายและผลักดันกฎหมายให้มีความยืดหยุ่น เพื่อให้หน่วยงานและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบูรณาการความร่วมมือ พัฒนาพื้นที่ต้นแบบการดูแลคนไร้บ้านอย่างยั่งยืน ทั้งในกรุงเทพฯ จ.นนทบุรี และจังหวัดอื่นๆ พร้อมผลักดันการขยายจุด Drop-in สำหรับคนไร้บ้านอย่างน้อย 6 จุดในกรุงเทพฯ ก่อนขยายสู่จังหวัดขนาดใหญ่ รวมถึงเพิ่มความถี่ในการสำรวจข้อมูลคนไร้บ้านเป็นเดือนละครั้ง เพื่อจัดตั้งทีมสหวิชาชีพเข้าช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที และเปิดโอกาสให้คนไร้บ้านกลับคืนสู่ระบบสังคมได้อีกครั้ง” ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าว

นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า จากข้อมูลโครงการแจงนับคนไร้บ้านทั่วประเทศ (One Night Count) ปี 2566 โดย สสส. สำรวจร่วมกับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า ปัจจุบันไทยมีคนไร้บ้าน 2,499 คน กว่าครึ่งอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ สาเหตุสำคัญที่เข้าสู่ภาวะไร้บ้านคือ ปัญหาเศรษฐกิจ จากการถูกเลิกจ้าง ไม่มีงานทำ และขาดรายได้ สูงถึง 44.72% รองลงมาคือ ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ทำให้ต้องตัดสินใจออกจากบ้าน 35.8% นอกจากนี้ สัดส่วนคนไร้บ้านสูงอายุเพิ่มขึ้นจาก 18% เป็น 22% คนกลุ่มนี้เผชิญข้อจำกัดในการประกอบอาชีพ ไม่มีรายได้ ต้องอาศัยนอนในพื้นที่สาธารณะ มีปัญหาสุขภาพทั้งกายและใจ เข้าไม่ถึงหลักประกันทางสังคม และประสบความยากลำบากในการกลับมาตั้งหลักชีวิต
“สสส. เชื่อมั่นว่าการเชื่อมร้อยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนกลไกการดูแลช่วยเหลือ
คนไร้บ้านไปในเป้าหมายเดียวกัน จะช่วยลดโอกาสการเกิดคนไร้บ้านรายใหม่ในอนาคตได้ โดยเริ่มต้นจากพัฒนาปัจจัยเชิงโครงสร้าง ทั้งระบบเศรษฐกิจ ระบบแรงงาน ครอบครัว และสวัสดิการสังคม เพื่อให้สามารถช่วยเหลือฟื้นฟูคุณภาพชีวิตคนไร้บ้านได้อย่างทั่วถึง เช่น การสร้างชุมชนเข้มแข็ง การพัฒนาที่พักชั่วคราวให้เป็นพื้นที่ตั้งหลักชีวิต ซึ่งถือเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญของการสร้างสุขภาวะ ก่อนต่อยอดสู่การพัฒนาทักษะอาชีพและการมีรายได้ที่มั่นคง” นางภรณี กล่าว

นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีธัญญา กล่าวว่า คนไร้บ้านที่อาศัยอยู่ในชุมชนและพื้นที่สาธารณะจำนวนมาก มีปัญหาสุขภาพจิต ทั้งภาวะโรคจิตเฉียบพลัน และโรคจิตเวชเรื้อรัง ซึ่งสามารถใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการคัดกรองและรักษาได้ สำหรับผู้ที่มีภาวะอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่น เช่น มีอาการหวาดระแวง ทำร้ายตนเอง หรือควบคุมตนเองไม่ได้ เมื่อได้รับการรักษาพบว่าสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้ถึง 70% ขณะที่อีก 20% ยังกลับเข้าสู่ภาวะถูกทอดทิ้ง เนื่องจากระบบส่งต่อไปยังสถานฟื้นฟูยังมีช่องว่าง ซึ่งเป้าหมายของการดูแลคนไร้บ้านจึงไม่ใช่เพียงการรักษาโรค แต่ต้องฟื้นฟูทักษะการทำงาน ทักษะทางสังคม และสร้างระบบสนับสนุนที่เอื้อต่อการกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ” นพ.กิตต์กวี กล่าว

