สสส. สานพลัง สภาองค์กรของผู้บริโภค-อบจ.กาญจนบุรี ชู EV Bus ต้นแบบขนส่งสาธารณะโดยท้องถิ่น
“กาญจนบุรี เมืองที่เดินทางได้” สสส. สานพลัง สภาองค์กรของผู้บริโภค-อบจ.กาญจนบุรี ชู EV Bus ต้นแบบขนส่งสาธารณะโดยท้องถิ่น เชื่อมต่อชุมชน-โรงเรียน-โรงพยาบาล ตลอดเส้นทาง 35 กิโลเมตร ค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสาย ลดภาระค่าเดินทาง ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน พร้อมขยายบทเรียนสู่ 12 จังหวัดทั่วประเทศ พัฒนาขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคน

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2569 ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี จ.กาญจนบุรี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สภาองค์กรของผู้บริโภค จัดกิจกรรม “กาญจนบุรี เมืองที่เดินทางได้” สัมผัสประสบการณ์ EV Bus ขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคน ภายใต้ “โครงการสานพลังความร่วมมือท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาขนส่งสาธารณะไร้รอยต่อที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับทุกคน” ลงพื้นที่เรียนรู้การบริหารจัดการระบบขนส่งสาธารณะพลังงานไฟฟ้า (EV Bus) พื้นที่ต้นแบบที่มีการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรีอย่างเป็นรูปธรรม บนเส้นทางท่าม่วง-ลาดหญ้า พร้อมรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ใช้บริการจริง หน่วยงานท้องถิ่น และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเข้าใจถึงความสำคัญของระบบขนส่งสาธารณะที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และผลักดันให้เกิดการขยายผลโมเดลขนส่งสาธารณะโดยท้องถิ่นไปยังพื้นที่อื่นของประเทศ

นพ.ประวัติ กิจธรรมกูลนิจ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า อบจ.กาญจนบุรี ได้พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะด้วยรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (EV Bus) เพื่อเพิ่มทางเลือกการเดินทางที่สะดวก ปลอดภัย เข้าถึงได้ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเริ่มเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ในเส้นทางลาดหญ้า-ท่าม่วง ระยะทาง 35 กิโลเมตร เชื่อมต่อชุมชน สถานศึกษา โรงพยาบาล สถานีรถไฟ ย่านการค้า และศูนย์ราชการสำคัญของจังหวัด เพื่อแก้ปัญหาการเดินทางของประชาชนที่ยังประสบปัญหารถโดยสารไม่เพียงพอ ค่าใช้จ่ายสูง และขาดการเชื่อมต่อกับสถานที่สำคัญในชีวิตประจำวัน
“ปัจจุบัน รถ EV Bus ของกาญจนบุรี เป็นรถบัสชานต่ำ มีรถให้บริการ 12 คัน ค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสาย และอัตราพิเศษ 10 บาท สำหรับนักเรียน นักศึกษา เด็ก ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้พิการ และพระภิกษุ-สามเณร ให้บริการตั้งแต่เวลา 06.00-18.30 น. เดินรถทุก 10-30 นาที รวม 50-60 เที่ยวต่อวัน มีผู้ใช้บริการเฉลี่ยวันละ 3,000 คน รองรับการเดินทางของประชาชนได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านการเดินทางมากที่สุด ทั้งยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา การรักษาพยาบาล และการประกอบอาชีพ ควบคู่กับการลดมลพิษและส่งเสริมการพัฒนาเมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี กล่าว
นพ.ประวัติ กล่าวต่ออีกว่า ปัจจุบันในเส้นทางที่ 1 ลาดหญ้า – ท่าม่วง มีรถ EV Bus ให้บริการ 12 คัน และกำลังเพิ่มอีก 6 คัน รวมเป็น 18 คัน ตรงนี้เป็นงบประมาณของปี 2569 ส่วนงบประมาณปี 2570 ทาง อบจ.เตรียมพัฒนาเพิ่มอีก 2 เส้นทาง โดยเส้นทางที่ 2 จะใช้รถ EV Bus 12 คัน ส่วนเส้นทางที่ 3 จะใช้รถ 6 คัน โดยทั้ง 3 เส้นทางครอบคลุมการให้บริการประชาชนครึ่งจังหวัด

นางก่องกาญจน์ ทักษ์หิรัญฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สสส. กล่าวว่า ระบบขนส่งสาธารณะที่เข้าถึงได้ สะดวก ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างเสริมสุขภาวะและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เพราะเกี่ยวข้องกับ การเข้าถึงการศึกษา การประกอบอาชีพ การเข้าถึงบริการสาธารณสุข การเข้าถึงบริการสาธารณะอื่น ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัดที่ประชาชนยังเผชิญข้อจำกัดด้านการเดินทาง ส่งผลต่อการเข้าถึงบริการพื้นฐานที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน สสส. จึงร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค ขับเคลื่อน “โครงการสานพลังความร่วมมือท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาขนส่งสาธารณะไร้รอยต่อที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับทุกคน” เพื่อ 1. ส่งเสริมการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะอย่างทั่วถึงและปลอดภัย 2. ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 3. ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และ 4. สร้างความร่วมมือระหว่างองค์การบริหารส่วนจังหวัดและภาคประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาระบบขนส่งที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่

“จ.กาญจนบุรี ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบของการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของโครงการที่ สสส. และสภาองค์กรของผู้บริโภค จะดำเนินการร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) 12 จังหวัด เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงการเดินทางที่สะดวก ปลอดภัย และเป็นธรรม สสส. มองว่าระบบขนส่งสาธารณะไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทาง แต่เป็นกลไกสำคัญในการ 1. เพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการพื้นฐาน 2. ลดความเหลื่อมล้ำ 3. ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และ 4. สนับสนุนการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน และผลลัพธ์สำคัญ คือ การลดลงของอุบัติเหตุและการเสียชีวิตบนท้องถนน จึงหวังว่ากรณีศึกษาของจังหวัดกาญจนบุรีจะเป็นต้นแบบที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นของประเทศต่อไป” นางก่องกาญจน์ กล่าว
ด้าน นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า สภาผู้บริโภคเห็นว่าระบบขนส่งสาธารณะทั้งในเมืองและต่างจังหวัดมีความสำคัญไม่ต่างกัน เพราะการเดินทางไม่ควรเป็นภาระของประชาชน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการเดินทางในชีวิตประจำวัน ซึ่งไม่ควรเกิน 10 % ของรายได้จากค่าแรงขั้นต่ำ แนวคิดดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการสนับสนุนการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน 12 จังหวัด

เลขาธิการสภาผู้บริโภค ชี้แจงถึงปัญหาสำคัญของระบบขนส่งสาธารณะในต่างจังหวัดว่า มาจากผู้ประกอบการจำนวนมากประสบภาวะขาดทุน และขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ ส่งผลให้ลดเที่ยววิ่งหรือยุติการให้บริการ ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการเดินทางที่ไม่สะดวก โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้ เนื่องจากเห็นว่าโครงการรถ EV Bus ของ อบจ.กาญจนบุรี เป็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จจากความร่วมมือระหว่าง อบจ.กาญจนบุรี สสส. สภาองค์กรของผู้บริโภค ศูนย์คุ้มครองสิทธิ์ผู้บริโภคจังหวัดกาญจนบุรี และสำนักงานขนส่งจังหวัดกาญจนบุรี
ทั้งนี้ รูปแบบการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะของ อปท.ในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันตามบริบท เช่น จังหวัดภูเก็ตและจังหวัดเชียงใหม่ที่ลงทุนจัดซื้อรถและบริหารจัดการเองทั้งหมด ขณะที่ อบจ.กาญจนบุรี ใช้วิธีเช่ารถและจ้างเอกชนเดินรถ ส่วนจังหวัดลำปางเลือกสนับสนุนมาตรการค่าโดยสารคนละครึ่ง จึงต้องพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมกับศักยภาพและความต้องการของแต่ละพื้นที่ด้วย

“โครงการ EV Bus ของ อบจ.กาญจนบุรี ได้นำโจทย์ที่สภาผู้บริโภคเสนอไปพัฒนาต่อยอด จนสามารถกำหนดค่าโดยสารได้ในอัตรา 20 บาทต่อเที่ยว หรือไม่เกิน 40 บาทต่อวัน ขณะที่กลุ่มเปราะบางเสียค่าโดยสารเพียง 10 บาทต่อเที่ยว โดยใช้งบประมาณลงทุนระยะแรกประมาณ 12 ล้านบาท แม้จะยังไม่คุ้มทุน แต่ท้องถิ่นก็ยินดีสนับสนุนเพราะมองว่าเป็นการลงทุนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน” นางสาวสารีกล่าว
เลขาธิการสภาผู้บริโภคกล่าวเพิ่มเติมว่า ภาคเอกชนเคยประเมินว่าหากต้องการให้ประชาชนใช้บริการรถโดยสารฟรีทั้งจังหวัด จะต้องใช้งบประมาณราว 200 ล้านบาท ทำให้ อปท.หลายจังหวัดเดินทางมาศึกษาดูงานที่ อบจ.กาญจนบุรี เพื่อเรียนรู้แนวทางการบริหารจัดการ นอกจากนี้ จังหวัดต่าง ๆ ยังมีรายได้จากภาษีรถยนต์ที่สามารถนำมาจัดสรรเพื่อพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่ได้ โดยปัจจัยสำคัญที่สุดยังคงอยู่ที่วิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของผู้บริหารท้องถิ่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

“โครงการสานพลังความร่วมมือท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาขนส่งสาธารณะไร้รอยต่อที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทุกคนขึ้นได้” เป็นความร่วมมือระหว่าง สสส. ร่วมกับ สภาองค์กรของผู้บริโภค และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน 12 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ จ.เชียงใหม่ จ.น่าน จ.ลำปาง จ.ขอนแก่น จ.สุรินทร์ จ.ภูเก็ต จ.สงขลา จ.ปัตตานี จ.พระนครศรีอยุธยา จ.กาญจนบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ และกรุงเทพมหานคร เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงการเดินทางที่สะดวก ปลอดภัย และเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณะของประชาชน

