มูลนิธิ FIA – AIP ผนึกกำลังภาคีร่วมผลักดันโครงการ Safeguard : Helmet Advocacy Initiative ส่งเสริมผู้ใช้รถจักรยานยนต์เข้าถึงหมวกนิรภัยที่มีคุณภาพและปลอดภัย
มูลนิธิ FIA – AIP ผนึกกำลังภาคีร่วมผลักดันโครงการ Safeguard : Helmet Advocacy Initiative ส่งเสริมผู้ใช้รถจักรยานยนต์เข้าถึงหมวกนิรภัยที่มีคุณภาพและปลอดภัย เผยการประเมินชี้หากดำเนินโครงการอย่างครอบคลุมใน 3 ปี ช่วยชีวิตคนได้ 1,162 ราย ประหยัดงบ 1.89 แสนล้านบาท และป้องกันการบาดเจ็บที่ศีรษะกว่า 60,000 ราย

วันที่ 8 พ.ค.69 ณ รร.แกรนด์ เมอร์เคียวฯ กรุงเทพ – มูลนิธิ FIA Foundation และมูลนิธิ AIP Foundation ร่วมกับหน่วยงานภาคีจัดงานแถลงข่าวและเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โครงการ Safeguard : ยกระดับมาตรการหมวกนิรภัยผ่านแนวคิด Safe System (Safeguard Press Conference and Sharing Forum: Multi-stakeholder Dialogue on Helmet Initiatives under the Safe System Approach) พร้อมบันทึกภาพการแสดงพลังเครือข่ายร่วมขับเคลื่อนมาตรการหมวกนิรภัย โดยมีนายนิกร จํานง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดงานฯ มีผู้แทนจากกระทรวงและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย สถาบันวิจัย ภาคเอกชน องค์กรภาคประชาสังคม รวมถึงสื่อมวลชนเข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หาแนวทางป้องกันและลดการบาดเจ็บเสียชีวิตจากอุบัติเหต รถจักรยานยนต์ในประเทศไทย

นางสาวแอกกี้ คราสโนลัคกา ผู้อำนวยการโครงการ มูลนิธิเอฟไอเอ กล่าว โครงการ Safeguard เป็นความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ซึ่งรวมถึงมูลนิธิเอฟไอเอ (FIA Foundation) และมูลนิธิเอไอพี (AIP Foundation) ที่ได้เปิดตัวแผนปฏิบัติการร่วม พ.ศ. 2569–2571 เพื่อประสานช่องว่างนโยบายกับความสอดคล้องในทางปฏิบัติจริง
“การสวมหมวกนิรภัยที่มีคุณภาพและสวมใส่อย่างถูกต้อง เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการรักษาชีวิตผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ โดยช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ถึง 6 เท่า และลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บศีรษะอย่างรุนแรงได้มากกว่าร้อยละ 70 แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายบังคับใช้หมวกนิรภัย แต่จำเป็นต้องมีการสื่อสาร การนำไปปฏิบัติ และการบังคับใช้อย่างชัดเจนและสม่ำเสมอ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบนท้องถนน” นางสาวแอกกี้ กล่าว
แผนปฏิบัติการนี้สร้างขึ้นตาม 4 ยุทธศาสตร์หลักซึ่งระบุจากการวิเคราะห์สถานการณ์ภาพรวมโดยมูลนิธิเอไอพี ได้แก่ การยกระดับมาตรฐานหมวกนิรภัย การเฝ้าระวังตลาด การบังคับใช้กฎหมาย และการสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณะ กิจกรรมที่สำคัญประกอบด้วย 1. ส่งเสริมการใช้หมวกนิรภัยที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน 2. จัดตั้งคณะทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อเพิ่มศักยภาพการตรวจตลาด และสร้างต้นแบบฐานข้อมูลกลางเพื่อติดตามการปฏิบัติตามกฎระเบียบและสกัดหมวกนิรภัยที่ไม่ได้มาตรฐาน 3. ส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมายสวมหมวกนิรภัยตามรูปแบบ “เตือนก่อนปรับ” โดยจัดทำขั้นตอนการปฏิบัติงานมาตรฐาน (SOPs) และบูรณาการข้อมูลเพื่อติดตามและประเมินผลกระทบของการบังคับใช้ และ 4. ส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมายควบคู่กับการสร้างความตระหนักรู้ที่สามารถขยายผลและบูรณาการได้ ทั้งนี้หากดำเนินการได้สำเร็จ ผลการคาดการณ์ระดับชาติ 3 ปี (2569–2571) คาดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ ประหยัดต้นทุนทางเศรษฐกิจสะสม 189,750 ล้านบาท ลดการบาดเจ็บที่ป้องกันได้หลีกเลี่ยงการบาดเจ็บศีรษะ 62,954 ราย รักษาชีวิต 1,162 ราย นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพิ่มอัตราการสวมหมวกนิรภัยของผู้ขับขี่จากร้อยละ 52 เป็นร้อยละ75 และผู้โดยสารจากร้อยละ 21 เป็นร้อยละ 50

นางรัตนวดี วินเธอร์ ประธานมูลนิธิ AIP Foundation ประเทศไทย กล่าวว่า “ โครงการนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะเปลี่ยนจากข้อเสนอเชิงนโยบายบนกระดาษไปสู่ผลกระทบมูลค่าหลายพันล้านบาทต่อเศรษฐกิจของเรา และที่สำคัญยิ่งกว่าคือต่อครอบครัวของเรา การทำให้ผู้ใช้ถนนสวมหมวกนิรภัยที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้ เป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพและปฏิบัติได้จริงในการรักษาชีวิตบนท้องถนนของประเทศไทย” นางรัตนวดี กล่าว
ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่อันตรายที่สุดสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนน โดยอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับรถจักรยานยนต์คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 83 ของการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรทั้งหมด และร้อยละ 79 ของผู้เสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์เป็นการบาดเจ็บศีรษะ แต่อัตราการสวมหมวกนิรภัยยังคงหยุดนิ่งที่ประมาณร้อยละ 44 ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา

โมเดลการคาดการณ์ โดย รศ.ดร.มนสิการ กาญจนะจิตรา สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล จากการประเมินมูลค่าความสูญเสียของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ชี้ให้เห็นถึงภาระทางการเงินอันมหาศาลจากโศกนาฏกรรมที่สามารถป้องกันได้ โดยอิงมาตรฐานที่ปรับตามอัตราเงินเฟ้อปี 2569 ต้นทุนต่อการเสียชีวิต 1 ราย ประเมินไว้ที่ 8.84 ล้านบาท ขณะที่การบาดเจ็บสาหัสแต่ละรายสร้างความเสียหายแก่ประเทศประมาณ 2.65 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินงานเร่งด่วนในจังหวัดขอนแก่นและชลบุรี ซึ่งเป็นโครงการเริ่มต้นด้วยระยะการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นในระยะสั้นระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม 2569 ในจังหวัดขอนแก่นและชลบุรี โครงการนำร่องระยะ 90 วันนี้ คาดว่าจะป้องกันการบาดเจ็บศีรษะได้ 185 ราย และประหยัดต้นทุนทางเศรษฐกิจได้ 537 ล้านบาท และสามารถเป็นต้นแบบเพื่อการขยายผลระดับชาติ

ทั้งนี้ โครงการ Safeguard เน้นย้ำว่าการปรับปรุงอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องมีการดำเนินการที่ประสานกันในด้านกฎระเบียบ การผลิต และการจัดจำหน่าย เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์การอนามัยโลกในการลดการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนลงร้อยละ 50 ภายในปี 2573 ประเทศไทยกำลังวางตำแหน่งตนเองเพื่อพลิกโฉมถนนจากหนึ่งในประเทศที่อันตรายที่สุดในโลก สู่ต้นแบบของการสัญจรที่ปลอดภัยและยั่งยืน

