วงเสวนาชำแหละเลือกตั้ง 69 นักวิชาการชี้นโยบายพรรคการเมืองยังเมินปัญหาสังคม
วงเสวนาชำแหละนโยบายพรรคการเมือง ดูเบาประเด็นทางสังคม ขุดอบายมุข ทำกำไร ไม่สนสุขภาพ – สังคม – ความสูญเสีย เด็กดรอพเอาท์ เด็กเข้าสถานพินิจถูกเมิน น้อยพรรคที่สนใจแก้ความรุนแรงในครอบครัว หวังรัฐบาลใหม่ประกาศชัดนโยบายชาติ ปรับปรุงกฎหมายที่ยังล้าหลัง ขออย่ามองการแก้ปัญหาสังคม ใช้เวลายาว ไม่ช่วยดึงกระเสความนิยมได้เร็ว ให้โฟกัสแก้ปัญหาให้ประชาชน

วันที่ 23 มกราคม 69 ที่โรงแรมแมนดาริน – เครือข่ายทำงานขับเคลื่อนสังคมเลือกตั้ง 69 ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน (ขสช.) ร่วมกับคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ้งภากร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดกิจกรรมเสวนาหัวข้อ “เลือกตั้ง 69 นโยบายทางสังคมที่หล่นหายไป”

นายธนากร คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาการพนันจำนวนมาก โดยพบว่าธุรกิจพนันดูดเงินออกจากครัวเรือนไทยหลายแสนล้านบาทต่อปี มีผู้เล่นพนันจนเป็นปัญหามากกว่า 5 ล้านคน คนติดพนันอีกนับล้านคน แต่จากการติดตามนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง พบว่าเรื่องนี้ไปหลบอยู่ภายใต้นโยบายด้าน เช่น 1.การปราบสแกมเมอร์ การปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูประบบราชการ 2.บางพรรคพูดถึงการส่งเสริมการออมผ่านหวย เช่น หวยเกษียณ หวยเพื่อการออม หรือหวยบำเหน็จ พรรคใช้หวยเป็นกลยุทธทางเศรษฐกิจ เช่น หวยใบเสร็จ ซึ่งสะท้อนทรรศนะที่ย้อนแย้งของนักการเมือง ใช้หวยมอมเมาประชาชน ผลิตซ้ำความคิด หวยคือความหวัง 3.พูดถึงประโยชน์จากการนำธุรกิจใต้ดินขึ้นบนดิน เช่น กาสิโน หรือพนันออนไลน์ถูกกฎหมาย แต่กลับไม่มีพรรคใดกล้าประกาศชัดเจนในการหาเสียง สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าพรรคการเมืองดูเบาต่อปัญหาและมองแค่จะเอาประโยชน์จากการพนัน มองไม่เห็นชีวิตและความสูญเสียที่กิดขึ้น

นางสาวอังคณา อินทสา ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติ ระบุว่า ความรุนแรงในครอบครัวของไทยสูงติด 1ใน 10 ของโลก ขณะที่ศูนย์พึ่งได้ (OSCC) กระทรวงสาธารณสุข พบผู้ถูกกระทำความรุนแรงทางร่างกาย จิตใจ คุกคามและละเมิดทางเพศ ปี 2567 เข้ารับบริการผ่านสายด่วน 17,913 คน เป็นหญิง 15,899 คน ชาย 1,981 คน เพศทางเลือก 33 คน ส่วนมูลจากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ได้รวบรวมข่าวความรุนแรงในครอบครัวปี 2567 พบถึง 1,529 ข่าว เพิ่มจากปี 2566 ประมาณ 40% โดยมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้น 448 ข่าว คิดเป็น 29.3% และยาเสพติด 412 ข่าว คิดเป็น 26.9% สถิติเหล่านี้เป็นเพียงส่วนของปัญหาที่เกิดขึ้นจริง แต่ยังมีอีกมากที่ไม่ได้แจ้งความ และไม่เป็นข่าว
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบนโยบายของ 52 พรรคการเมือง มีเพียง 14 พรรคเท่านั้นที่พูดถึงความรุนแรงในสังคม แบ่งเป็น 3 ประเด็นได้แก่ 1.การต่อต้านความรุนแรง แก้ไขกฎหมายและบังคับใช้กฎหมาย 2.นโยบายเพื่อผู้หญิงครบวงจร ด้านความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ ด้านสุขภาพเชิงรุก ด้านสร้างโอกาสทางอาชีพ ด้านสวัสดิการแม่และเด็ก ด้านความมั่นคงในวัยเกษียณ 3.ความเท่าเทียมทางเพศ ถือว่ามีนโยบายน้อยมากถ้าหากเทียบกับขนาดของปัญหา ดังนั้นจึงอยากเห็นรัฐบาลใหม่ประกาศนโยบายหลักในการขจัดปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก สตรีและบุคคลในครอบครัว รับร่างแก้ไขกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ฉบับของภาคประชาชนเข้าสู่การพิจารณา รวมถึงผลักดันงบประมาณ/กองทุนคุ้มครองและฟื้นฟูเยียวยาผู้ถูกกระทำด้วย

ด้านนายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้ประสานงาน ขสย. กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคการเมืองส่วนใหญ่เน้นนโยบายประชานิยม มากกว่าการยกระดับคุณภาพชีวิตหรือสุขภาพของประชาชน ทั้งที่สาเหตุหลักที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมาจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งมีปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดขึ้นทั้ง บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งปัจจุบันมีข้อมูลชัดเจนแล้วว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายไม่น้อยไปกว่าบุหรี่มวน ที่น่าห่วงคือมีเด็ก เยาวชนสูบมากขึ้นกว่า 5 เท่า แต่กลับพบบางพรรคการเมืองเสนอนโยบายให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย ขณะที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อให้เกิดการเจ็บตายบนท้องถนนกว่า 50,000 คน/ปี เฉลี่ยชั่วโมงละ 7 ราย สูญเสียทางเศรษฐกิจกว่าปีละ 7.4 หมื่นล้านบาท ในส่วนนี้ขอให้มีการเพิ่มโทษจำคุกคนเมามากกว่า 10 ปี และให้ติดคุกจริง และขอให้ยกเลิกนโยบายอนุญาตให้สถานบริการขายแอลกอฮอล์ได้ถึง ตี 4 เพราะสร้างผลกระทบจำนวนมาก

ด้าน นางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจาภิเษก กล่าวว่า โรงเรียนควรมีการทบทวนและรื้อระบบโครงสร้างการศึกษาไทย เพราะความเชื่อเรื่องอำนาจนิยมของผู้บริหารและครู ประกอบกับการไม่ปรับตัวในโลกยุคข่าวสารไร้พรหมแดน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาทำให้โรงเรียนไม่ใช่พื้นที่เป็นมิตร และทำให้นักเรียนออกจากระบบ (Drop out) ทั้งนี้มีงานวิจัยชี้ชัดว่าการศึกษาสามารถเลื่อนสถานภาพทางเศษฐกิจจากคนจนข้ามรุ่น สู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่หลายทศวรรษก็ไม่เคยมีพรรคการเมืองใด รัฐราชการยุคใดปรับโครงสร้าง รื้อระบบการศึกษาให้เป็นปัจจัยสนับสนุนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างจริงจัง ดังนั้น ตนขอเสนอเรื่องที่ควรทำเร่งด่วนต่อพรรคการเมือง ดังนี้ 1.กระทรวงศึกษาธิการต้องมีนโยบายดรอฟเอ้าท์เท่ากับศูนย์ ทำให้โรงเรียนเป็นมิตร ไม่ใช่คุกสำหรับนักเรียน 2. โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดความสัมพันธ์เชิงอำนาจ แต่ต้องพัฒนาให้เป็นพื้นที่การใช้อำนาจร่วม 3.ปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาที่ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ในชีวิตได้จริง เพิ่มทักษะการเป็นมนุษย์ การเป็นผู้รอดไปพร้อมๆ กัน 4. นโยบายเรียนฟรีที่ทำได้จริง 5.กำหนดเป้าหมายในการทำตามข้อเสนอภาคประชาชนเพื่อให้เห็นพัฒนาการการทำงาน

รศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในช่วงการเลือกตั้ง ประเด็นนโยบายขนาดใหญ่มักได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ขณะที่ปัญหาทางสังคมที่กระทบชีวิตผู้คน เช่น ความเปราะบางของแรงงานและครอบครัวเมืองยาเสพติด การพนันออนไลน์ ความไม่มั่นคงทางชีวิต ความไม่ปลอดภัยและความรุนแรงในชีวิตประจำวัน ถูกพูดถึงอย่างจำกัด เพราะถูกมองว่าไม่ให้ผลลัพธ์ทางการเมืองในระยะสั้น เป็นนโยบายที่ต้องใช้เวลา ต้องเปลี่ยนโครงสร้าง และอาจไม่สามารถเรียกคะแนนเสียงได้ทันที เวทีเสวนานี้จึงมีเป้าหมายถูกถูดถึง และชวนสังคมตั้งคำถามว่าเราจะทำให้การเมืองและการเลือกตั้งพูดถึงชีวิตจริงของผู้คนอย่างจริงจัง เป็นธรรม และยั่งยืนมากขึ้นได้อย่างไร

นายสมคิด พุทธศรี บรรณาธิการบริหาร The 101.world กล่าวว่า ทุกวันนี้ไปที่ไหน คนก็พูดถึงความเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อน มีเทคโนโลยีมากมายเข้ามา แต่กลับเราเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของชีวิตผู้คนและสังคมน้อยมาก นี่เป็นช่องว่างที่ทำให้นโยบายทางสังคมไม่ค่อยถูกพูดถึง แม้ว่าที่ผ่านมามีการคิด ออกหลายนโยบาย เช่น เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า ยังไม่เกิด หรือเงินช่วยเหลือการศึกษาให้เด็กยากจนพิเศษของ กสศ. ซึ่งแม้จะผลักดันได้สำเร็จแต่ก็ยังไม่พอ ในขณะที่ปัญหาเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เรารู้ว่าหนี้ครัวเรือน เป็นปัญหาใหญ่ของสังคม แต่ไม่รู้ว่า เด็กที่โตมากับหนี้จะเป็นอย่างไร ครอบครัวนี้จะเป็นอย่างไร ตลอดจนปัญหาปัจจัยเสี่ยง การพนันต่างๆ เรียกว่ารู้ข้อมูลแต่ไม่ครบรอบด้าน ทำให้การออกแบบนโยบายพอแค่จัดการได้เท่ายนั้น ดังนั้นต้องมีการปรับวิธีคิดและการออกแบบนโยบายใหม่ทั้งระบบ เพื่อให้ทันการเปลี่ยนแปลง และตอบสนองต่อปัญหาได้เร็ว ซึ่งอาจต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทางคือ การศึกษาทำความเข้าใจและออกแบบนโยบาย ไปจนถึงการที่พรรคการเมือง รัฐบาลจะเอาไปบังคับใช้จริง




